Loading

ราคาประเมินที่ดินปี55ปรับขึ้น25%แนวรถไฟฟ้า-เมืองชายทะเลแชมป์สูงสุ

วันที่ : 13 มกราคม 2554
ราคาประเมินที่ดินปี55ปรับขึ้น25%แนวรถไฟฟ้า-เมืองชายทะเลแชมป์สูงสุด

นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงการประเมินราคาที่ดินและอาคารชุด ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เร่งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประเมินราคาที่ดินในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามแผนงานทบทวนและปรับปรุงราคาประเมิน เพื่อการประกาศใช้ในรอบบัญชีปี 2555-2558 และจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555

สำหรับการประเมินราคาอาคารชุด วิธีการประเมินจะยึดหลักตามมาตรฐานสากล โดยจะเปรียบเทียบกับราคาตลาด รายได้และต้นทุน ทั้งนี้จะต้องส่งบัญชีราคาประเมินราคาอาคารชุดให้แก่กรมที่ดินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งบัญชีราคาฯให้ท้องถิ่นไปใช้เป็นฐานภาษี ส่วนอัตราการจัดเก็บหรือจะยกเว้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย

โดยแนวโน้มราคาประเมินที่ดินและอาคารชุดที่จะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม2555 นั้นอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15-25 โดยทำเลที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเขตกรุงเทพฯเป็นที่ดินแนวรถไฟฟ้า เช่น สุขุมวิท,สาทร ส่วนที่ดินในต่างจังหวัด ทำเลติดชายหาด เช่น พัทยา ก็จะมีการปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ในขณะที่บางทำเลอาจจะมีราคาลดลง เช่น ทำเลที่ดินตาบอด และที่ดินที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ "การที่ปรับขึ้นของราคาประเมินที่ดิน จะส่งผลให้ราคาขายที่ดินในย่านสุขุมวิทตอนต้น ปรับขึ้นจากราคา 650,000 บาท/ตร.ว. เป็น800,000 บาท/ตร.ว." นายวินัยกล่าว

ทั้งนี้การสำรวจและประเมินราคาอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในปี2553 พบว่า เพิ่มขึ้นอีก 262 แห่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ชลบุรี,ประจวบคีรีขันธ์, ภูเก็ต, สมุทรปราการและนนทบุรี ซึ่งปัจจุบันมีอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนแล้วทั้งประเทศประมาณ 4,600 แห่ง แบ่งเป็น เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,000 แห่งส่วนภูมิภาค 2,600 แห่ง โดยอาคารชุดที่มีราคาประเมินสูงสุดยังคงเป็นกรุงเทพฯ อยู่เขตวัฒนาอาคารชุดเลอรัฟฟิเน่ชมพูทวีป ตารางเมตรละ224,500 บาท เขตปทุมวันอาคารชุดคิวหลังสวน ตารางเมตรละ 190,900 บาท เขตคลองเตย อาคารชุดมิลเลนเนียม ตารางเมตรละ 133,500 บาทตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและติดชายทะเล เช่นจังหวัดภูเก็ต ราคาสูงสุดอยู่ที่คอนโดเพิร์ล ออฟ ในทอน ตารางเมตรละ91,000 บาท และจังหวัดชลบุรี ราคาประเมินสูงสุดอยู่ที่เดอะโคฟคอนโดมิเนียม ตารางเมตรละ 97,500 บาท

"จากการสำรวจราคาคอนโดฯที่แพงมากขณะนี้อยู่ที่สุขุมวิทกับหลังสวน เพราะพื้นที่ที่จะทำคอนโดฯสูงหมดแล้ว ทำให้ราคาพุ่ง การประเมินครั้งที่แล้วราคาอยู่ 1.4 แสนบาทต่อตร.ม. เพิ่มเป็น 1.9-2 แสนบาทต่อตร.ม. รวมถึงคอนโดฯตามแนวรถไฟฟ้าที่ราคาปรับเพิ่มมากกว่า 1 แสนบาทต่อตร.ม.จากเดิมอยู่ที่ 7 หมื่นบาทต่อตร.ม. ขณะที่ในส่วนของต่างจังหวัดจะมีตัวเลขออกมาเป็นภูเก็ตกับพัทยา ที่ราคาเพิ่มขึ้นมาก ปีที่แล้วอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาทต่อตร.ม.เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 9 หมื่นบาทต่อตร.ม. จากความต้องการซื้อของต่างชาติ และบางส่วนซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือเพื่อลงทุนช่วงเศรษฐกิจดี ดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนั้นพื้นที่ริมทะเลยังเหลือที่จะทำคอนโดฯน้อยด้วย" นายวินัยกล่าว

ส่วนในปี 2554 คาดว่าจะมีอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นอีกราว 100 แห่ง และน่าจะยังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่เนื่องจากการเจริญเติบโตของแนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่วนต่างจังหวัดจะอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวและติดชายทะเลเดินหน้าสร้างบ้านพักข้าราชการ

นายวินัยกล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการบ้านพักอาศัยสำหรับข้าราชการนั้น ปัจจุบันมีการส่งมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ ตามโครงการบ้านสวัสดิการกองทัพเรือมูลค่า 500 ล้านบาท จำนวน 219 ยูนิตราคาเฉลี่ย 6 แสนบาท-1.3 ล้านบาทบนเนื้อที่ 131 ไร่ กำหนดเช่า 30 ปีอัตราค่าเช่า 5 ปีแรก 1,800 บาท และจะมีการปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ทุก 5 ปี ซึ่งเป็นสวัสดิการสำหรับข้าราชการทหารเรือเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอยู่อาศัยสำหรับราชการ ซึ่งมีการนำที่ดินย่านสะพานควายมาทำเป็นคอนโดมิเนียมหรูเทียบเท่ากับเอกชนซึ่งมองว่าทำเลดังกล่าวเป็นทำเลที่ดีและคาดว่าปลายปีนี้น่าจะเริ่มก่อสร้างได้ และ นอกจากนี้ ยังมีการทำสำนักงานอาคารให้เช่าโดยนำที่ดินเดิมของ บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ย่านสนามเป้าติดกับรถไฟฟ้าสนามเป้ามาพัฒนามีพื้นที่ทั้งหมด 5 ไร่เศษโดยจะพัฒนาเป็นจำนวน 2 ตึก สูง 20-24 ชั้น ขณะนี้มีการขออนุญาตผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA อยู่ซึ่งคาดว่าปลายนี้เช่นกันจะมีการก่อสร้างได้

                อย่างไรก็ตาม โครงการบ้านพักอาศัยสำหรับข้าราชการ ถือเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยให้แก่ข้าราชการและลูกจ้าง เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยมั่นคง และที่ผ่านมากรมธนารักษ์ ได้มีการดำเนินโครงการที่พักอาศัยในที่ดินราชพัสดุร่วมกับหน่วยงานราชการผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ โดยมีโครงการบ้านเอื้ออาทรจำนวน 2 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว492 ยูนิต บ้านแฝด 2 ชั้น 1,094 ยูนิตโครงการบ้านธนารักษ์ จำนวน 4 โครงการ บ้านเดี่ยว 184 ยูนิต อาคารพักอาศัย 774 ยูนิต โครงการบ้านสวัสดิการ จำนวน 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 2,441 ยูนิต อาคารที่พักอาศัย992 ยูนิต และอาคารที่พักอาศัยประเภทเช่าสำหรับข้าราชการ จำนวน4 โครงการ 581 ยูนิต รวมทั้งสิ้น 18 โครงการ 6,564 ยูนิต

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ