Loading

จับตาบ้านค้างตรึมหลังไม่ต่อภาษ

วันที่ : 25 กุมภาพันธ์ 2553
จับตาบ้านค้างตรึมหลังไม่ต่อภาษี

นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมจับตาตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากรัฐบาลไม่ต่ออายุมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ว่าจะมีผลทำให้ทั้งสองส่วนเติบโตหรือไม่อย่างไร แม้ว่าขณะนี้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์จะสามารถเติบโตได้ แต่ก็ยังมียอดคงค้างที่อสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งขายไม่ออก ก็จะต้องพิจารณาประกอบกันไปด้วย

          สำหรับผลของการไม่ต่ออายุมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์นั้น นายสุชาติ กล่าวว่า คงไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่ถ้าเป็นการยกเลิกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพทั้งหมดจะมีผลมากกว่า เพราะคิดเป็นเม็ดเงินถึง 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่เมื่อรัฐบาลยกเลิกเป็นบางมาตรการ ก็เชื่อว่าผลกระทบคงไม่น่ากังวล

          ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงต่อจากนี้คงปรับตัวสูงขึ้น แต่การเร่งตัวคงจะไม่เร็วมาก โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ม.ค.53 ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.6% แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูง 4.1% ซึ่ง ธปท.ก็ต้องติดตามแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตร อุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าจะมีผลทำให้เกิดการเร่งตัวของเงินเฟ้อหรือไม่

          นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วง 8 ไตรมาสข้างหน้า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 4 ของปี 2552 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทำให้ ธปท.ต้องนำมาพิจารณาว่าสอดคล้องกับคาดการณ์ที่ทำไว้หรือไม่

          ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะหมดอายุโครงการในวันที่ 28 มี.ค.นี้ เชื่อว่าภายในเดือน มี.ค.จะมีลูกค้าเร่งการโอนบ้านมากกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ไตรมาสแรกยอดการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารจะเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท จากปกติเฉลี่ยต่อไตรมาสอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลจะไม่ต่อนั้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่ม 4% และต้นทุนของธนาคารเพิ่ม 2% รวมเป็น 6% โดยประมาณ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มหลังจากรัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาฯ ผู้ประกอบการก็จะต้องผลักภาระไปให้กับลูกค้า ดังนั้น ธนาคารจึงได้คิดโครงการ "รัฐไม่ต่อเราต่อให้"

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ