Loading

รื้อภาษีที่ดินข้อยกเว้นอื้อ เอาใจคนชั้นกลาง-หลังแรก/ต่ำล้านรอ

วันที่ : 15 กุมภาพันธ์ 2553
รื้อภาษีที่ดินข้อยกเว้นอื้อ เอาใจคนชั้นกลาง-หลังแรก/ต่ำล้านรอด


 

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของแผนการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯว่า ภายหลังจากได้ไปหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับทราบนโยบายดังกล่าว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อไป โดยขอให้กระทรวงการคลังกลับไปศึกษาปรับปรุงในรายละเอียดของกฎหมายในบางประเด็นเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนระดับกลางและระดับล่าง ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ทางกระทรวงการคลังจะมีมาตรการมาช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับคนกลุ่มนี้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่นายอภิสิทธิ์กำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ

 

                ขณะนี้ได้สั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เร่งทำการศึกษาหาช่องทางยกเว้นภาษีให้เฉพาะผู้ที่ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยหลังแรกเท่านั้น เช่น อาจจะกำหนดเอาไว้ในร่างกฎหมายหมวดบทเฉพาะกาลว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าราคาประเมินไม่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษี หากกำหนดไว้ในกฎหมายเช่นนี้อาจจะมีปัญหาตามมาอีก เพราะที่อยู่อาศัยที่อยู่ในหัวเมืองหลักอย่างกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่จะมีมูลค่าเกินกว่า 1 ล้านบาททั้งนั้น ต้องเสียภาษี ซึ่งกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับปัจจุบันจะยกเว้นภาษีให้กับที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางวา

 

                ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นอกจากจะกำหนดมูลค่าของที่อยู่อาศัยที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ควรจะกำหนดพื้นที่เข้าไปด้วย ส่วนทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้ก็ให้เสียภาษีตามปกติ โดยอัตราภาษีตามกฎหมายใหม่คือ กรณีที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมเสียภาษีไม่เกิน 0.05% ของราคาประเมิน, ที่อยู่อาศัยเสียภาษีไม่เกิน 0.1% และที่ดินที่ใช้เชิงพาณิชย์เสีย 0.5%

 

                ""สำหรับภาคธุรกิจเอกชนคงไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับชนชั้นกลาง เพราะปัจจุบันธุรกิจเอกชนเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว บางกรณีอาจจะเสียน้อยลง และบางกรณีอาจจะเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ที่เป็นห่วงคือชนชั้นกลาง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคที่มาจากกลุ่มนายทุน และผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จนได้เข้ามาเป็นรัฐบาลคือกลุ่มคนชั้นกลาง นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ดูแลคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ"" นายกรณ์กล่าว

 

                นายกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจกับ ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ ส.ส.ในเขตกรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะนำร่างกฎหมายเสนอเข้าสู่สภาภายในไตรมาสแรกของปีนี้

 

                นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า เจตนารมณ์ของการปฏิรูปกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ รัฐบาลต้องการจะให้มีการนำที่ดินที่ทิ้งรกร้างว่างเปล่านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าผู้ครองครองไม่ได้นำที่ดินไปใช้ประโยชน์หรือทิ้งรกร้างว่างเปล่าในช่วง 3 ปีแรกจะเสียภาษีอัตรา 0.5% ของราคาประเมิน และหากยังไม่นำ ไปใช้ประโยชน์อีกจะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 1 เท่าตัว ทุก ๆ 3 ปี โดยจะมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดเก็บภาษี เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาเศรษฐกิจภายในท้องถิ่น

 

                ส่วนวิธีการจัดเก็บภาษีจะดูผลของการนำทรัพย์สินใช้ประโยชน์จริง เช่น กรณีนำที่ดินไปให้เช่าเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยจะเสียภาษีอัตรา 0.1% ของราคาประเมินกรมธนารักษ์ แต่ถ้านำที่ดินไปให้เช่าเชิงพาณิชย์จะเสียอัตราเชิงพาณิชย์ 0.5% จะดูที่ผลสุดท้ายของการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อะไร ซึ่งในส่วนนี้จะระบุในร่างกฎหมายเลย ซึ่งจะแตกต่างจากร่างกฎหมายเดิมหรือกฎหมายในปัจจุบันที่จะดูเพียงชั้นต้นเท่านั้น ยกตัวอย่าง นาย ก.มีที่ดิน 10 ไร่ นำไปให้เช่าเพื่อทำเกษตร ถ้าเป็นกฎหมายฉบับเดิม นาย ก.จะต้องเสียภาษีในอัตราเชิงพาณิชย์ 0.5% แต่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะดูผลการใช้ประโยชน์ในขั้นสุดท้าย คือใช้เพื่อทำเกษตรก็จะเสียภาษีอัตรา 0.1%

 

                สำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิการยกเว้นภาษีนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ สศค.กำลังเร่งยกร่างกฎหมายกันอยู่ ซึ่งเป็นตามแนวนโยบายของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ไว้ โดยเฉพาะคนระดับกลางที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือไม่เกิน 50 ต.ร.ว. จะได้รับการยกเว้นภาษี

 

                กรณีผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นมาตามกฎหมายนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ซื้อที่ดินมาจัดสรรเป็นรายบล็อกเพื่อขายให้กับลูกค้าไว้เรียบร้อย ตามหลักการของกฎหมายฉบับนี้จะให้ดูที่เจตนารมณ์ของการใช้ประโยชน์ขั้นสุดท้าย กรณีผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมไม่ถือว่าเป็นการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไรจึงไม่ควรเสียภาษีเพิ่มอีก 1 เท่าตัว ทุก ๆ 3 ปี และให้เสียในอัตราเชิงพาณิชย์ 0.5%

 

                แต่ถ้าเป็นกรณีของการกักตุนที่ดินเพื่อรอไว้สร้างบ้านจัดสรร หากถือครองเกิน 3 ปี แล้วยังไม่มีการนำที่ดินมาสร้างบ้านขายจะต้องเสียภาษีเพิ่มเท่าตัว กรณีนี้จะแตกต่างจากนิคมอุตสาหกรรมที่มีการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายนิคมอุตสาหกรรม และมีเจตนาที่จะเตรียมสินค้าซึ่งเป็นที่ดินไว้ขายให้กับลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

                กรณีนิติบุคคลอาคารชุด กรณีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการผู้พักอาศัย เช่น เก็บค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ยามรักษาความปลอดภัย ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมาก เพราะร่างกฎหมายฉบับใหม่จะเก็บจากมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ได้เก็บจากฐานรายได้เหมือนภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าอาคารมีออฟฟิศเล็ก ๆ จะเสียภาษีปีละไม่มากนัก แต่กรณีเป็นอาคารชุดหรูหราบางแห่งที่ให้บริการสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส เซาน่า จัดเก็บค่าอาคารที่จอดรถ จะต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น

 

                ด้าน ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ไม่ค่อยเชื่อใจว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะผลักดันร่างกฎหมายภาษีที่ดิน เพราะทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์พูดเรื่องนี้ ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล แล้วก็เลื่อนไม่นำร่างเข้าที่ประชุม ครม.มาโดยตลอด จากต้นปี 2552 จนถึงปี 2553 คาดว่า จนหมดอายุรัฐบาลก็ผลักดันไม่สำเร็จ เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นแลนด์ลอร์ด

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ