Loading

“ศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ” โละบ้านเอื้ออาท

วันที่ : 28 ธันวาคม 2552
“ศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ” โละบ้านเอื้ออาทร

โครงการบ้านเอื้ออาทร ของการเคหะแห่งชาติ(กคช.) มีปัญหาสะสมมาตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี    กระทั่งปัจจุบัน ล่าสุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ    มีมติเห็นชอบให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการขายเพื่อ สะสางโครงการ ให้หมดไปภายในปี 2553  โดย รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ""นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ ""  ในฐานะมือการตลาด  เปิดใจ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแผนการดำเนินงานดังต่อไปนี้

 

 ตั้งเป้าขายปีงบประมาณ 2553

 นายศิริโรจน์ กล่าวว่า   ได้ตั้งใจขายโครงการบ้านเอื้ออาทร ให้ได้ตามเป้าจำนวน   15,000  หน่วย ภายใน  3 เดือน   หรือ ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ  2553    ( ตุลาคม -ธันวาคม 2552)    มาถึงขณะนี้ สามารถขายได้จำนวน   13,500 หน่วย   ซึ่งเหลือเวลาอีก  10 วัน     ( สัมภาษณ์ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2552)  คาดว่าน่าจะได้ตามเป้าที่วางไว้ สำหรับไตรมาสที่ 2 (มกราคม -มีนาคม 2553 )  การเคหะฯ ได้ตั้งเป้าขายอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะจัดงานมหกรรมขายบ้านเอื้ออาทรอีกครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ระหว่างวันที่  5-14กุมภาพันธ์  โดยใช้คอนเซ็ปต์ ""  รักบ้าน  รักครอบครัว รักประเทศไทย"" 

 

                การจัดงานช่วงคาบเกี่ยว วันที่ 12 กุมภาพันธ์   เนื่องจาก เป็นวันคล้ายวันสถาปนาการเคหะแห่งชาติ  ครบรอบ 37ปีพอดี  ประกอบกับวันที่ 14  กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์  และ วันตรุษจีน การเคหะฯ จึงถือโอกาสดึงวันสำคัญๆ ดังกล่าว จัดงานรวมกันเป็นวาระเดียว   สำหรับราคาขายบ้านเอื้ออาทร ที่จะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการลดราคา  หรือปรับขึ้นราคาบ้านในปี 2553 แต่อย่างไรก็ดีการเคหะฯยังยืนราคาขายเดิมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553

 

กลยุทธ์การขายมีอะไรบ้าง

                ขณะนี้ การเคหะฯ รอ สำนักงานประกันสังคม ซึ่งได้มีการประชุมเพื่อช่วยเหลือโครงการบ้านเอื้ออาทร กรณีที่ การเคหะฯ เสนอว่าจะให้ผู้ประกันตนของประกันสังคมได้มีโอกาสซื้อบ้านเอื้ออาทรในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ  ดอกเบี้ยคงที่ 5 ปี ในอัตราพิเศษ 2.5 %  ซึ่งการเจรจานั้นได้คุยทั้งธนาคารออมสิน  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และประกันสังคม โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อบ้านได้ตั้งแต่ราคา 200,000 บาทต่อหน่วย ถึง  1,500,000 บาทต่อหน่วย ทั้งบ้านในโครงการของการเคหะฯ  และโครงการของภาคเอกชน ทั้งนี้ เพราะสำนักงานประกันสังคม มีเงินที่จะสนับสนุน เกี่ยวกับด้านนี้ ได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท หากผู้ประกันตนซื้อโครงการใดโครงการหนึ่ง ทางสำนักงานประกันสังคมก็สามารถโอนเงินให้เจ้าของโครงการได้ทันที โดยลูกค้าของประกันสังคมมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ  1. ลูกจ้าง 2.นายจ้าง และ3. ผู้ประกันตนอิสระ ซึ่งราคาขายบ้านเอื้ออาทรอยู่ที่ 390,000 บาทต่อหน่วย

 

ลูกค้าขอซื้อยกตึก/ยกโครงการ

                นายศิริโรจน์ อธิบายว่า ภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ การเคหะฯ จะส่งจดหมายไปยัง 20 หน่วยงานราชการ เกี่ยวกับการขายยกโครงการ  บ้านเอื้ออาทรตามมติครม.หลังจากนั้นจะให้เวลา 1 เดือนในการตัดสินใจและขายให้เอกชนเป็นลำดับต่อไปอย่างไรก็ดีจะต้องมีการจ้างบริษัทประเมินทุนทรัพย์ มาประเมินราคาก่อนว่าจะขายได้ในราคาเท่าไหร่สำหรับ เอกชน ที่สนใจ  ขณะนี้ ที่ยื่นความจำนงเข้ามา มีอยู่ 3 ประเภท คือ  1.บริษัทพัฒนาที่ดิน   ต้องการซื้อไปเพื่อปรับปรุงและขายในอีกราคาหนึ่ง 2. โรงงานอุตสาหกรรม  ซื้อไปเพื่อให้เป็นสวัสดิการพนักงานหรือ ให้เช่าต่อ และ 3. ผู้ประกอบธุรกิจหอพักและอพาร์ตเมนต์ เพื่อนำไปพัฒนาและให้เช่าต่อในระยะยาว เป็นต้น

 

บ้านเอื้ออาทรที่ขายยกตึก

                มีจำนวน 264 อาคาร จำนวน 12, 655 หน่วย  คาดว่าไม่เกิน เดือนเมษายน 2553  จะขายหมด หรือหากคิดเป็นมูลค่าก็ประมาณ 4,935 ล้านบาท  อย่างไรก็ดี ปี 2553    การขายบ้านเอื้ออาทร ได้กำหนดแผนจัดมหกรรมการขาย  3 ครั้ง  ได้แก่  ช่วงเดือนกุมภาพันธ์  เดือนมิถุนายน  และเดือนกันยายน   นอกจากนั้นก็เตรียมเสนอคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (บอร์ดการเคหะฯ)  เรื่องการนำที่ดินที่ไม่ได้สร้างบ้านเอื้ออาทรมาพัฒนาใหม่  ได้แก่ ทำเล  บางปู  จังหวัดสมุทรปราการ  ,วัดกู้ จังหวัดนนทบุรี  และที่ร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเป็นโครงการอาคารชุดพักอาศัยระดับกลางราคาไม่ต่ำกว่า 800,000 บาทต่อหน่วย

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ