Loading

คลังอัดเงินด่วนกู้ศก. ปั๊ม9.2แสนล.ผ่าน6แบงก์รั

วันที่ : 27 สิงหาคม 2552
คลังอัดเงินด่วนกู้ศก. ปั๊ม9.2แสนล.ผ่าน6แบงก์รัฐ

          คลังจุดพลุอัดสินเชื่อด่วน  สั่งแบงก์รัฐเร่งรัดการปล่อยกู้  ลดขั้นตอนการอนุมัติ  มั่นใจเงินถึงมือประชาชนกว่า7 แสนรายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ(จีดีพี)เพิ่ม0.5-0.9% "ประดิษฐ์"กำชับต้องปล่อยให้หมด  พร้อมตั้งทีมเกาะติดทุกเดือน

          เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552นายกรณ์  จาติกวณิช  รมว.คลังร่วมกับผู้บริหารสถาบันการเงินรัฐ ประกอบด้วยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน  ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ธอท.)  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) เปิดตัวโครงการสินเชื่อ FAST TRACK ไทยเข้มแข็ง เพื่อปล่อยเงินออกสู่ระบบให้ผู้ประกอบการ เกษตรกรรายย่อย และประชาชนที่ต้องการสินเชื่อมากขึ้น

          นายกรณ์กล่าวว่ากระทรวงการคลังได้เพิ่มบทบาทสถาบันการเงินของรัฐในการช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจดูแลผู้ประกอบการ โดยเป้าสินเชื่อของ 6  สถาบันการเงินยกเว้นบสย.ที่ตั้งไว้625 ,500 ล้านบาทเดิมพบว่าครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 622,635 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99.54% จำเป็นต้องขยายสินเชื่อเพิ่ม 301,500 ล้านบาทซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552การขยายสินเชื่อเพิ่มดังกล่าวทำให้เป้าสินเชื่อรวมอยู่ที่ 927 ,000 ล้านบาท คลังวางเป้าหมายให้มีการอนุมัติสินเชื่อจริง 80% ภายในปี 2552 ทำให้มีผู้เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น730,000 ราย ช่วยให้ประชาชนและเกษตรกรประกอบอาชีพได้ต่อเนื่อง ผู้ประกอบการดำเนินกิจการได้ โดยไม่มีผลกระทบกับการจ้างแรงงาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ขยายตัวเพิ่ม 0.5-0.9% ในปลายปี 2552 และต่อเนื่องไปยังปีต่อไปนายกรณ์ กล่าวว่าที่ผ่านมามีปัญหาการปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบน้อย จึงต้องการให้ธนาคารรัฐร่วมกันผ่อนปรนเงื่อนไขและอนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วทั้งลดขั้นตอน  อนุมัติสินเชื่อ  แต่ละแห่งจะอนุมัติสินเชื่อภายใน 3-7  วัน  ช้าสุดไม่เกิน 21  วัน ซึ่งโครงการดังกล่าวเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่วันที่  1 กันยายน-31 ธันวาคม2552ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ออก 14 มาตรการเพื่อช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี )ในภาคการเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออก และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ มาตรการที่ 1 เร่งการอนุมัติสินเชื่อของทุกธนาคารภายใน 3, 5, 7, 15 หรือ 21 วัน ตามประเภทและขนาดของ วงเงินสินเชื่อ โดยกระจายอำนาจการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้กับระดับสาขา มาตรการที่ 2 ปรับปรุงแบบฟอร์มและขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อให้กระชับขึ้นมาตรการที่ 3 เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1.75 % ของ บสย.ในปีแรก มาตรการที่ 4 เพิ่มการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อจาก 20 ล้านบาทเป็น 40 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน โดยจะเสนอครม.อนุมัติในวันที่ 1 กันยายนนี้ มาตรการที่ 5 ให้ธนาคารออมสินเข้าร่วมการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เนื่องจากมีสาขากระจาย ทั่วประเทศมาตรการที่6  ธพว. และธนาคารออมสินผ่อนปรนเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อกับผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการดีก่อนวิกฤติ มาตรการที่ 7 โครงการธนาคารประชาชนโดยธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย มีเป้าหมาย 500,000 ราย มาตรการที่ 8 โครงการสินเชื่อห้องแถว โดยธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย มีเป้าหมาย 50,000 รายมาตรการที่ 9  ธสน. ปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู่ส่งออก โดยผ่อนปรนให้ใช้คำสั่งซื้อสินค้า (P/O) หรือ Letter of Credit (L/C) เป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาใช้วงเงิน มาตรการที่ 10 ให้ ธสน. พิจารณาการให้สินเชื่อแบบครบวงจรทั้งผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศหรือ Supplier มาตรการที่ 11 ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการระดับจุลภาคมาตรการที่ 12 ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับโครงการรับประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ สินเชื่อเพื่อปรับปรุงยุ้งฉาง และจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ รวมทั้งเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนรอการขายผลผลิต มาตรการที่ 13 ธอส. ปล่อยสินเชื่อสำหรับการซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือซื้อห้องชุดพร้อมโอน และมาตรการที่14  ธอท.ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเพื่อไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะประธานติดตามการปล่อยสินเชื่อธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ กล่าวว่าการอนุมัติสินเชื่อจริงสู่ระบบเศรษฐกิจจะต้องใกล้เคียง 100% โดยสถาบันที่คาดว่าจะมีปัญหาคือ ธพว.และ ธสน. คณะกรรมการต้องลงไปติดตามใกล้ชิด และดูเป็นรายเดือนว่าอนุมัติสินเชื่อเพิ่มได้เท่าใด นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ทุกสถาบันทราบว่า ให้แยกรายการสินเชื่อที่ใช้ระบบ FAST TRACK ออกมาจากบัญชีผลการดำเนินงานปกติของธนาคาร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ