Loading

กคช.จ่อยึดสัญญา20โครงการชี้เอกชนสร้างบ้านเอื้อฯล่าช้

วันที่ : 2 เมษายน 2552
กคช.จ่อยึดสัญญา20โครงการชี้เอกชนสร้างบ้านเอื้อฯล่าช้า

กคช.ใช้มาตรการเด็ดขาดแก้ปัญหาก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรล่าช้า เตรียมยึดสัญญา-แบงก์การันตี จากผู้รับเหมา 20 โครงการ กว่า 70,000 หน่วย หลังรัฐบาลผ่อนปรนมา 2 รอบ แต่ผลงานไม่คืบก่อสร้างล่าช้ากว่า 50% จับตารัฐบาลปล่อยผี 145 โครงการบ้านเอื้อฯไม่ผ่านสิ่งแวดล้อม ด้านกทม.เปิดจองสิทธิ์โครงการบ้านยิ้มเผยวันแรกสุดคึกคัก ข้าราชการ-ลูกจ้างแห่ขอรับสิทธิ์เพียบ

 

      

       หลังจากที่รัฐบาลมีการปรับลดและยกเลิกจำนวนการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของการเคหะแห่งชาติ(กคช.) จาก 600,000 หน่วย เหลือ 300,000 หน่วย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ปรากฏว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายๆ โครงการที่ถูกยกเลิกและลดจำนวนการก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้อฯ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ปัญหาการก่อสร้างล่าช้าในบางโครงการลดลง

 

       เนื่องจาก ในบางโครงการกลับพบว่า มีการก่อสร้างล่าช้ามากกว่าที่กคช.กำหนดไว้ในแผน ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดของการก่อสร้างบ้านเอื้อฯ มีจำนวนบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 177,000 หน่วย และอยู่ระหว่างการก่อสร้างประมาณ 130,000 หน่วย โดยในจำนวนดังกล่าว มีโครงการที่ก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนถึง 50% อยู่ประมาณ 20โครงการ คิดเป็นจำนวนประมาณ 70,000 หน่วยเศษ

 

       ทั้งนี้ 20โครงการดังกล่าว การก่อสร้างไม่ได้มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเลย หลังจากที่มีการตรวจสอบในช่วงปี2551 แม้ว่าก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และครม.ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีมติให้ยืดระยะเวลาการก่อสร้างให้ 180วันถึง2ครั้ง โดยจะครบกำหนดในระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ แต่การก่อสร้างกลับยังไม่มีความก้าวหน้า

 

       ล่าสุด กคช.เตรียมยึดสัญญาการก่อสร้างและหนังสือค้ำประกัน (แบงก์การันตี) ของบริษัทที่รับผิดชอบก่อสร้างทั้ง20โครงการดังกล่าว หลังครบกำหนดการผ่อนผันระยะเวลาการก่อสร้างในช่วง 1-2 เดือนนี้ ซึ่งหลังจากนั้น กคช.จะดำเนินการเปิดประมูลโครงการใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาทั้งหมด 6 เดือน และจะใช้เวลาในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวอีกประมาณ 6 - 12 เดือน

 

       และจากการตรวจสอบ พบว่า ปัญหาการก่อสร้างล้าช้า ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสภาพคล่องของผู้รับเหมาก่อสร้างเอง ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างโครงการต่อได้ แม้รัฐบาลจะพยายามยืดเวลาการก่อสร้างออกไปแล้วถึง 360 วัน ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหา กคช.ต้องยึดสัญญาการก่อสร้างและหนังสือค้ำประกันของผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านเอื้อฯทั้ง 20 โครงการมาเปิดประมูลงานใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อ

 

       นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ปัญหาการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สวล.) ในโครงการบ้านเอื้อฯ ซึ่งมีปัญหามาตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการนั้น ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาและตรวจเอกสารด้านสิ่งแวดล้อมโครงการบ้านเอื้อฯ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือน จะสรุปและออกใบรับรองการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด

 

       ปัจจุบันโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่ไม่ผ่านสวล.มีจำนวน 145 โครงการ หรือกว่า 1 แสนหน่วย ที่ยังผิดเงื่อนไขการจัดทำสวล.และยังมีอีกหลายโครงการ ที่กคช.รับมอบโครงการจากภาคเอกชน และเปิดขายให้แก่ประชาชนแล้ว แต่พบปัญหาว่าประชาชนยังไม่สามรถเข้าอยู่ได้ผู้ว่าฯกคช.กล่าว

 

       ด้านนายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ ผู้ช่วยผู้ว่าการกคช.กล่าวว่า โครงการบ้านเอื้อฯที่ กคช.เสนอขายให้กทม.1 แสนหน่วยนั้น กคช.ตั้งเป้าว่าจะสามารถขายได้ทั้งหมด 10,000 หน่วยตามที่เสนอให้กทม.ไป เนื่องจากจำนวนความต้องการของข้าราชการและลูกจ้างที่กทม.สำรวจมานั้น มีปริมาณมากกว่าจำนวนที่เปิดขายถึง 3-4 เท่า

 

       สำหรับความคืบหน้าด้านยอดขายบ้านเอื้ออาทรในช่วง 3 เดือนแรกของปี2552 มียอดขายแล้ว 30,000 หน่วย ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการจัดงานตลาดนัดบ้านเอื้ออาทรในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ดังนั้นจากนี้ไป กคช.จะไม่หยุดทำการตลาด โดยจะทำตลาดต่อเนื่องในเดือนเมษายนนี้ แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดยาว

      

 

 สำหรับในพื้นที่ภาคใต้นั้น ที่ผ่านมาขายดีมาก กำลังซื้อภาคใต้ดีกว่าที่อื่น แต่มีปัญหาโครงการสร้างไม่เสร็จ ทั้งที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ สงขลา หาดใหญ่ ปัตตานี ภูเก็ต และพัทลุง มาถึงวันนี้ยังอยู่ระหว่างหาผู้รับเหมาฯ เพื่อก่อสร้างโครงการในภาคใต้ 7,000 หน่วย

 

 อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายจะเข้ามามาก แต่ปัญหาที่พบ คือ ยอดการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ไม่สามารถระบายบ้านคงค้าง(สต๊อก)ออกได้หมดจำนวนที่ขายได้ โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กคช.ต้องพบปัญหาถึง

2 ช่วง ในการนำชื่อผู้จองซื้อบ้านเอื้อเสนอขอสินเชื่อ คือ ช่วงแรกในขั้นตอนการนำรายชื่อเสนอขอสินเชื่อนั้น มีลูกค้ากว่า 20% ไม่ยอมมาขอสินเชื่อ และช่วงที่2 คือ สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อลูกค้าบ้านเอื้อกว่า 40-50% ทำให้ต้องนำลูกค้าบางส่วนเข้าโครงการเช่าซื้อกับกคช. ก่อนนำรายชื่อเสนอของสินเชื่อกับธนาคารอีกรอบ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ