Loading

พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลไกรัฐดันท้องถิ่นร่วมพัฒนาเมือ

วันที่ : 9 มีนาคม 2552
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลไกรัฐดันท้องถิ่นร่วมพัฒนาเมือง

นับเป็นระยะกว่า 10 ปีที่ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถูกหยิบยกมาพูดถึงและมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในหลายครั้งในหลายรัฐบาล แต่เพราะเป็นกฎหมายที่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แลนด์ลอร์ดที่กุมกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนใหญ่ รวมไปถึงบุคคลทั่วไปที่ถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และไม่สามารถที่จะผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรมได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

                ล่าสุดในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ซึ่งหากสำเร็จก็จะเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยสามารถยกเครื่อง ปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีไทยที่มีความล้าหลังและไม่เป็นธรรมได้สำเร็จ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ลาวัณย์ ภูวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาก่อนจะ

นำเสนอเข้าสภาต่อไป

                ใจความของร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะส่งเสริมให้มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดจาก พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และมีความล้าสมัย

                ปัญหาที่พบในกฎหมายเก่า เช่น ใช้ค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีเป็นฐานภาษี ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว, กรณีที่ที่ดินไม่มีค่าเช่า ให้ใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการประเมินค่าเช่ารายปี ซึ่งอาจมีความไม่เป็นธรรม, การประเมินให้ใช้ฐานราคาปานกลางที่ดินของปี ๒๕๒๑-๒๕๒๔ ซึ่งล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับราคาที่ดินในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่า, การจัดเก็บใน 12.5% ของค่ารายปี ถือเป็นอัตราภาษีที่สูงเกินไป, ไม่เก็บจากที่ดินรกร้าง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม

                สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะใช้ราคาประเมินที่ดินของแต่ละแปลงมาใช้เป็นฐานภาษีแทนการคิดจากค่าเช่ารายปี เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน ซึ่งที่ดินแปลงใดที่อยู่ในทำเลดี จะเสียภาษีสูงกว่าที่ดินที่มีศักยภาพต่ำกว่า และมอบให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บเป็นรายได้ของท้องถิ่นเอง โดยอัตราที่จัดเก็บจะต้องไม่สูงกว่าเพดานที่ พ.ร.บ.กำหนดไว้ ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัยโดยไม่ประกอบการพาณิชย์ ไม่เกิน 0.1% ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% ในกรณีที่ดินทิ้งไว้ว่างเปล่าให้เสียภาษีไม่เกิน 0.5 % ของฐานภาษีใน 3 ปีแรก และหากยังไม่ทำประโยชน์อีกให้เสียเพิ่มอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี เมื่อเทียบกับอเมริกา ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 1-1.8% ของราคาประเมิน ก็ยังถือว่าของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่ามาก  

                ประภัสร์ ภู่เจริญ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้ราคาประเมินที่ดินเป็นฐานภาษีถือว่ามีความเป็นธรรมต่อส่วนรวม เช่น ที่ดินที่ใช้ทำเหมืองแร่ ถือว่ามีศักยภาพสูง ควรจะมีการเก็บภาษีในอัตราฐานที่สูงกว่า เพราะถือว่าสร้างปัญหาให้ท้องถิ่น เช่น สิ่งแวดล้อม กลายเป็นภาระของส่วนกลางที่จะต้องทุ่มงบประมาณมาแก้ไข 

                อย่างไรก็ตามใน ร่าง พ.ร.บ.กำหนดไว้ว่า กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้จริงหลังจากประกาศ 2 ปี เพื่อให้ได้เตรียมความพร้อม เช่น กรมที่ดิน จัดทำแผนที่ดิจิทัลเชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนที่ดินทุกแปลงให้ครบถ้วนทั่วประเทศ ท้องถิ่นสำรวจและจัดทำบัญชีรายการและประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาดูแลด้วย  

                การนำภาษีที่ดินมาใช้ถือเป็นกลไกที่ผลักดันให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง การเก็บภาษีที่ดินจะเป็นกลไกกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินเร่งนำที่ดินมาพัฒนา ไม่ทำให้เกิดการซื้อเก็งกำไร ราคาที่ดินจะไม่พุ่งสูงเกินไป มีการนำที่ดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

                ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า อย่ามองภาษีที่ดินแค่เรื่องการจัดเก็บรายได้ แต่ท้องถิ่นสามารถใช้ภาษีที่ดินเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองได้ เช่น หากกลุ่มอาคารใดมีการดูแลรักษา ทาสีให้อยู่ในสภาพที่ดี ทำให้เมืองสวยงามสามารถดึงดูดการท่องเที่ยวได้ ท้องถิ่นจะลดหย่อนภาษีให้ ถือเป็นการให้สิ่งจูงใจ แม้รายได้ท้องถิ่นจะลดลง แต่ก็จะมีรายได้จากท่องเที่ยวเข้ามาแทน 

                นอกจากนี้การให้ท้องถิ่นเก็บภาษีที่ดินเป็นรายได้ของท้องถิ่นนั้นๆ เอง ทำให้ลดภาระของการพึ่งพางบประมาณส่วนกลาง ท้องถิ่นมีอิสระสามารถนำเงินที่ได้มาพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นตามที่ประชาชนในท้องถิ่นต้องการ กระตุ้นให้ท้องถิ่นเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีให้ดีขึ้น จากเดิมที่รายรับของท้องถิ่นมาจากการจัดเก็บภาษีเองเพียง 10% ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองได้เต็มที่

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ