Loading

กฎหมายภาษีที่ดินถึงมือกรณ์ สศค.ยันไม่ซ้ำเติมประชาช

วันที่ : 2 กุมภาพันธ์ 2552
กฎหมายภาษีที่ดินถึงมือกรณ์ สศค.ยันไม่ซ้ำเติมประชาชน

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ได้เสนอร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ หากเห็นด้วย เชื่อจะสามารถเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ภายในปีนี้

                ทั้งนี้ ยืนยันว่า ร่างกฎหมายนี้ ไม่ได้ซ้ำเติมประชาชน หรือผู้ประกอบการที่กำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ เพราะกว่าที่ร่างกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ 100% ต้องใช้เวลาถึงปีที่ 5 หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

                ""เรายังมีเวลาที่จะบรรเทาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีตามร่างกฎหมายนี้ กล่าวคือ เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว ต้องใช้เวลาอีก 2 ปี เพื่อเตรียมการจัดเก็บ ซึ่งปีแรก เราจะเก็บภาษีเพียง 50% ของมูลค่าทรัพย์สิน ปีที่สองจะเก็บ 75% ของมูลค่าทรัพย์สิน และปีที่สาม จึงจะจัดเก็บ 100% หรือปีที่ 5 หลังกฎหมายผ่าน

สภาการเก็บภาษี 100% จึงจะเกิดขึ้น"" เขากล่าว

                เขากล่าวว่า ส่วนรายได้ที่เกิดจากการจัดเก็บภาษีนี้ จะเข้าสู่ท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นมีการบริหารจัดการภายในได้ดีขึ้นจากรายได้นี้ โดยจะช่วยลดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางได้มาก เบื้องต้นประเมินช่วยลดเงินอุดหนุนได้มากตั้งแต่ 4 หมื่นล้านบาทถึง 7 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลางนำเงินตรงนี้ไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่นได้มากขึ้น

                ""เมื่อรัฐบาลมีเงินรายได้เหลือมากขึ้น ก็จะมีช่องทางลดอัตราภาษีให้กับประชาชนได้มากขึ้นด้วย"" เขากล่าว

                อัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดไว้ 3 ประเภททรัพย์สิน คือ 1.ที่ดินในเชิงพาณิชย์ เพดานจัดเก็บภาษี 0.05% ของมูลค่าทรัพย์สิน 2.ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย 0.1% และ 3.ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 0.05% โดยจะมีคณะกรรมการกลางประเมินอัตราภาษี ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ประเมินการเก็บภาษีทุก 4 ปี

                เขา กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้จะมาทดแทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งยังจัดเก็บไม่ได้เต็มที่ จึงไม่กระทบต่อรายได้ของท้องถิ่น ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดเก็บภาษีโรงเรือนและบำรุงท้องที่ปีละ 19,000 ล้านบาท และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่มาก แต่จะมีผลเฉพาะผู้ที่มีความสามารถเสียภาษี เพราะการเก็บภาษีชนิดนี้ จะคิดจากฐานราคาทรัพย์สินเป็นหลัก

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ