Loading

คลังลดภาษีจูงใจคนซื้อบ้านปั๊มยอดโอนแตะแสนหน่ว

วันที่ : 22 มกราคม 2552
คลังลดภาษีจูงใจคนซื้อบ้านปั๊มยอดโอนแตะแสนหน่วย

 

 

วานนี้ (21 ม.ค. ) 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้แก่ สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย, สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและสมาคมอาคารชุดไทย ได้จัดงานสัมมนา อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2552 เรื่อง "" 2552 อสังหาริมทรัพย์ไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างไรโดยมีนายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลมีความตระหนักดีว่าภาคธุรกิจอสังหาฯมีความสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีแรงงานในภาคธุรกิจนี้จำนวนมากกว่า 3.2 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ธุรกิจยื่นอยู่ต่อไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา

          ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยอมรับว่า หลายมาตรการช่วยเหลือธุรกิจได้ไม่มากนัก แต่มาตรการทั้งหมดสามารถเรียกความเชื่อมั่นและจูงใจให้ประชาชนซื้ออสังหาฯ และเชื่อมาตรการที่ออกมาทั้งหมด จะสามารถผลักดันสินค้าที่มีอยู่ในตลาดสามารถระบายออกสู่ตลาดได้อย่างน้อย 1 แสนยูนิตภายในปีนี้ นอกจากนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์ยังมีส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจนี้ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงขอความร่วมมือธนาคารต่างๆในการปล่อยสินเชื่อ

          ""ปัจจุบันคนไทยมีเงินออมเยอะ แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ไม่กล้านำเงินออกมาใช้ ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ทั้งในสายตาต่างประเทศและคนไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็มีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้นแล้วรมช.คลังกล่าวและยอมรับว่า การลดภาษีภาคอสังหาฯแม้จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้กว่า 30,000 ล้านบาท แต่นั้นถือว่าคุ้มค่า เพราะประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นตามมาได้มากกว่า และรัฐบาลจะหารายได้จากช่องทางอื่นแทน

          รวมถึง การเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆออกมา โดยเฉพาะในส่วนต่อขยายที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ส่วนรถไฟฟ้าสองสาย คือสายสีแดงและสายสีน้ำเงินปัจจุบันได้รับเงินสินเชื่อในการก่อสร้างแล้ว แต่ยังติดขัดในเรื่องของการเวนคืนที่ดิน ซึ่งต้องเร่งอนุมัติงบเวนคืนออกมาให้ประชาชนได้เร็ว

          นอกจากนี้ ยังสนับสนุนและผลักดันโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทั้งโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการบ้านธนารักษ์ ให้ออกมาสู่ตลาดโดยเร็ว พร้อมทั้งเร่งโปรโมทการท่องเที่ยว เพราะหากมี

นักท่องเที่ยวเข้ามาให้ประเทศ ก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้น รวมไปถึงภาคอสังหาฯยังได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

          ส่วนแนวคิดของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆในสังกัดรัฐบาล จัดการประชมสัมมนาภายในประเทศและเร่งให้จัดงานในช่วงต้นปีนี้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินอีกทางหนึ่งด้วย และตนยังมีแผนที่จะดำเนินโครงการสร้างศูนย์สัมมนาคล้ายศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่หาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต บนเนื้อที่ 150 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดว่าจะให้เอกชนมารับสัมปทานหรือให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการ

เตือนค้ำประกันสินเชื่อซ้ำรอยซับไพรม์

          นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวเป็นห่วงกรณีที่รัฐบาลต้องการนำระบบการค้ำประกันสินเชื่อ หรือมอร์เกจอินชัวรันส์ มาใช้ในประเทศไทย เนื่องจาก การค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวนำรูแบบมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมีการใช้กันมากในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ด้อยคุณภาพให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ หรือที่เรียกว่าสินเชื่อซับไพรม์ จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดวิกฤตซับไพรม์และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในที่สุด ดังนั้น รัฐบาลที่ผู้ที่เกี่ยวข้องควรพิจาณาให้ดีก่อนที่จะนำมาดำเนินการ เพราะขนาดประเทศสหรัฐฯที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญด้านการเงิน ยังเกิดเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

          ขณะที่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวแย้งว่า การค้ำประกันสินเชื่อที่ธอส.เป็นผู้ผลักดันให้มีการนำมาใช้ในระบบปล่อยสินเชื่อของไทย เพื่อให้ตลาดอสังหาฯขยายออกไปได้มากขึ้น แต่ในหลักการจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ด้อยคุณภาพ หรือมีคุณสมบัติไม่เพียงพอต่อวงเงินสินเชื่อ แต่จะปล่อยให้แก่ผู้กู้ที่มีรายได้สุทธิเพียงพอต่อการผ่อนชำระ หรือมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ แต่ไม่มีเงินดาวน์หรือเงินออมก่อนซื้อ ซึ่งเงินดาวน์จะอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งในไทยมีลูกค้าประเภทนี้จำนวนมาก ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถกู้เงินซื้อบ้านได้เพียงพอต่อราคาบ้าน เมื่อคุณสมบัติและเกณฑ์รายได้ของผู้กู้เพียงพอ เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาหนี้เสียเช่นสหรัฐฯ

          สำหรับรูปแบบของการดำเนินการ บริษัท ค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทางธอส.ไม่ต้องการเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้เอง เพราะธอส.จะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อในส่วนของ 80% แรก จึงไม่ต้องการเข้ามารับผิดชอบในส่วนของ 20%หลัง แต่ในช่วงแรกจะช่วยดำเนินการไปก่อน โดยบริษัทค้ำประกันฯ จะมีผู้ถือหุ้นเป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทประกัน ซึ่งผู้กู้สามารถกู้ได้จากธนาคารทุกแห่ง แต่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อของบริษัทค้ำประกันสินเชื่อฯ ขณะนี้ธอส.มีความพร้อมที่จะดำเนินการบริษัทดังกล่าว รองเพียงคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ

          ส่วนการปล่อยสินเชื่อ นายขรรค์ยืนยันว่า พร้อมที่จะปล่อยตลอดเวลา โดยมีสภาพคล่องกว่า 70,000 ล้านบาท ในการปล่อยสิเชื่อในปีนี้ และหากมีความต้องการสินเชื่อเข้ามามากซึ่งเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล ธอส.ก็พร้อมจะขายวงเงินสินเชื่อได้ตลอดเวลา

หุ้นกลุ่มอสังหาฯปันผลดี-มูลค่าไม่ลด

          นายวิเชษฐ ตันติวานิช รองกรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดศูนย์ระดมทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทอสังหาฯจดทะเบีนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 89 บริษัท จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 525 บริษัทในจำนวนดังกล่าวเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาฯ 79 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาฯ) เม็ดเงิน 3,700 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของมูลค่าตลาด จำนวนดังกล่าวคิดเป็น 20% ของบริษัทพัฒนาอสังหาฯทั่วประเทศ

          ในปัจจุบันบริษัทเหล่านี้มีอัตรากำไรอยู่ประมาณ 8-9% จากที่ปี 2546 มีกำไรสูงสุดที่ 20% แม้ว่าในปัจจุบันอัตรากำไรลดลงไปมากจากภาวการณ์แข่งขันในตลาดและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงราคาหุ้นตกลงมากว่า 50% แต่มูลค่าของสินทรัพย์ไม่ได้ลดลงมาตาม นอกจากนี้การปันผลกำไรยังอยู่ในระดับที่ดีเฉลี่ยประมาณ 3-4% ดังนั้น หุ้นในหมวดอสังหาฯยังมีความน่าสนใจในการลงทุน โดยเฉพาะกองทุนอสังหาฯต่างๆ

3 สมาคมฯยันอสังหาฯไปได้

          นายประสงค์ เอาฬาร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯในช่วงไตรมาสแรกของปี52 ยังทรงตัวหรืออาจจะลดลงเล็กน้อย จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้นในรอบ7ปี ประกอบกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะช่วยให้ตลาดอสังหาฯในช่วงไตรมาสที่2และ3 ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดบ้านเดี่ยวชานเมือง และทาวน์เฮาส์ในเมือง ระดับราคา3-6 ล้านบาท ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนำเงินต้นส่วนของการผ่อนส่งบ้านไม่เกิน3 แสนบาทต่อปี และการนำค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยบ้านมาหักลดหย่อยภาษีได้ไม่เกิน1แสนบาทต่อปี ซึ่งจากตัวเลขการก่อสร้างบ้านใหม่แต่ละปี กลุ่มบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด มีสัดส่วนมากถึง 70% ของตลาด

          แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่นั้น ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังไม่ให้มีจำนวนอุปทาน(ซัปพลาย)มากกว่าอุปสงค์(ดีมานด์)ที่อยู่ในตลาดด้วย ในขณะเดียวกัน ต้องติดตามปัจจัยลบจากวิกฤตการเงินโลกที่จะเข้ามากระทบด้วย เพราะเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค

มั่นใจคอนโดฯแนวรถไฟฟ้ายังรุ่ง

          นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในปีนี้ปัจจัยบวกของตลาดอสังหาฯมีเยอะมาก เช่น ดอกเบี้ยที่ลดลง ช่วยลดต้นทุนทั้งของผู้ซื้อบ้านและผู้ประกอบการ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้ราคาบ้านไม่ปรับตัวเพิ่มจากปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลที่มีความคืบหน้ากว่ารัฐบาลที่ผ่านมา

          แนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีนั้น จะมีผลต่อเนื่องถึงการบริโภคของประชาชน มีผลต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งแน่นอนในปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของทุกๆบริษัทให้ลดลง และกระทบไปถึงตลาดทุนในปีนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า ยังมีหลายบริษัทที่มียอดขายที่โอนมารับรู้รายได้ในปีนี้ ที่จะมีผลประกอบการที่ดีอยู่

          นายอธิป กล่าวถึงประเภทที่อยู่อาศัยที่จะได้รับผลกระทบ คือ คอนโดฯระดับบน ,บ้านพักตากอากาศ ,โรงแรม ,บ้านราคาแพง ,อาคารสำนักงานให้เช่า ,อุตสาหกรรม ,อพาร์ตเมนต์และตลาดบ้านระดับราคาถูก โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาถูก ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีอสังหาฯของรัฐบาล ส่วนตลาดคอนโดฯและทาวน์เฮาส์แนวรถไฟฟ้านั้น ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่ก่อสร้างใกล้เสร็จ หรือจะแล้วเสร็จในปีนี้ เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากมาตรการเต็มที่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ คอนโดฯที่จะเปิดตัวในปีนี้ คงต้องยอมรับสถานการณ์ในด้านการขายที่ไม่ดีหรืออย่าคาดหวังจะขายหมดในช่วงสั้นๆ เหมือนก่อนหน้า

          โดยกลุ่มลูกค้าของคอนโดฯจะแยก ออกเป็น 3กลุ่ม ในระยะที่ผ่านมา กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยมีสัดส่วน 60% กลุ่มซื้อเพื่อการลงทุน 20% และกลุ่มซื้อเพื่อเก็งกำไรอีก 20% แต่กลับพบว่า ในปีนี้ กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยลดลงมาเหลือ 50% ซื้อเพื่อการลงทุน 15-20% และกลุ่มซื้อเพื่อเก็งกำไรน่าจะลดลงต่ำหรือไม่มีเลย ที่เหลือจะไปอยู่ในมือของผู้พัฒนาโครงการประมาณ 25% ซึ่งจุดคุ้มทุนของผู้พัฒนาโครงการคอนโดฯนั้น ยอดขายจะอยู่ที่ 65-70% แล้ว

ยึดแผน 7 เส้นทางตามมติครม. สายสีม่วง-แดงคืบหน้ามากสุด

          นายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงศ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 8 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ได้มีการปรับแผนในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใหม่ โดยยึดเอาแผน 7 เส้นทางเป็นหลัก เพราะได้รับความเห็นชอบจากครม.แล้ว สำหรับโครงการที่เริ่มไปแล้วมี 5 สายทาง 7 โครงการ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีม่วง แบ่งออกเป็น 3 สัญญา และคาดว่าจะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้ทั้ง 3 สัญญาภายในกลางปีนี้ ส่วนระบบการเดินรถมีแนวคิดในการจ้างเหมาบริการ

          รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มีการอนุมัติโครงการไปแล้ว 27พ.ค.51 บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค เป็นโครงการที่สนข.ต้องการเร่งผลักดัน เพราะเป็นโครงการที่เชื่อมกทม.และฝั่งธนบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอการประกวดราคา

          รถไฟฟ้าสายสีเขียว ครม.มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 51 ให้รฟม.ไปดำเนินการ โดยจะใช้แหล่งเงินในประเทศ ซึ่งจะประกวดราคาได้เร็ว ด้านรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อตลิ่งชัน มีการประกวดราคาแล้ว อยู่ระหว่างการย้ายคนออกจากพื้นที่ สำหรับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสเส้นอ่อนนุช-แบริ่ง การก่อสร้างเสร็จ 100% ติดปัญหาเรื่องของระบบอาณัติสัญญาณ

กรมที่ดินเร่งแก้สัญญามาตรฐาน

          นายสุรสิทธิ์ สหัสธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน กล่าวว่า หลังจากพ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) มีผลบังคับใช้ กรมที่ดินได้ออกประกาศกระทรวง เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งเป็นแบบสัญญามาตรฐาน ที่แก้ไขต่อเติมไม่ได้ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการค่อนข้างมากได้แก่ การให้ระบุใบอนุญาตก่อสร้างในสัญญา ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการต่อโครงสร้างและส่วนควบของโครงการ การคิดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสัญญา เป็นต้น

          ปัญหาต่างๆ ได้มีการประชุมร่วมกับเอกชนหลายครั้งและเห็นด้วยในหลักการ และได้เสนอขอแก้ไปที่

กระทรวงมหาดไทย แต่ที่สุดแล้ว คณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ยังมีข้อทักท้วงในหลาย

ประเด็น จึงต้องกลับมาเริ่มต้นแก้ไขกฎกระทรวงกันใหม่ โดยเชิญเอกชน และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)

ได้นำข้อทักท้วงให้ทั้ง 2 ฝ่ายแสดงความเห็น เพื่อเสนอต่อกระทรวงต่อไป นอกจากนี้ ได้มีแนวคิดในการแก้ไข พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน 2543 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ซื้อที่ดินเกินกึ่งหนึ่งขอตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรได้เลย จากเดิมที่จะให้ผู้ประกอบการประสงค์จะเลิกดูแลสาธารณูปโภค

""สมคิด"" แนะเร่งสร้างความเชื่อมั่นตปท.

          ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อตีตรมว.คลัง กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกนั้น ประเทศไทยต้องได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงานหรือปัญหาการส่งออก แต่ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมกว่าประเทศสหรัฐฯและยุโรป หนี้เสียอยู่ในระดับต่ำ ทุนเงินสำรองระหว่างประเทศมีปริมาณมาก ขณะที่ปมปัญหาของสหรัฐฯตอนนี้ คือ การระบายพอร์ตหนี้เสียออกจากสถาบันการเงิน เพื่อผ่อนคลายให้สถาบันการเงินสามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อได้อีก แต่ประเทศไทยไม่มีปัญหาเช่นนั้น

          ""รัฐบาลและทุกคนในประเทศ ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้านความเชื่อมั่น เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน ส่วนความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น ต้องมีความชัดเจนในทิศทางการดำเนินงาน หาตลาดให้ผู้ส่งออก และต้องหาแนวทางให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)และผู้ประกอบการส่งออก

          ส่วนปัญหาในอนาคต คือ การหาแนวทางเพิ่มผลผลิต และมูลค่าผลผลิตด้านเกษตรกรรม เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรกว่า40ล้านคน ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและการแข่งขันด้านการเกษตรกับต่างประเทศได้

          ทั้งนี้ ในส่วนของเศรษฐกิจโลก คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง 1-2 ปีกว่าที่สหรัฐฯจะฟื้นตัว เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่ประเทศไทยจะอิงภาคการส่งออกเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ จำเป็นต้องใช้เวลา 2-3 ปี ถ้าเร็วกว่านั้นถือว่าโชคดี การวางแผนจึงต้องพิจารณาระยะยาว โดยปัจจัยแรกที่ต้องทำเพื่อให้เกิดการฟิ้นตัว คือ การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอาจจะฟื้นเร็วกว่าการส่งออก โดยรัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลือภาคส่งออกอย่างจริงจัง ทำอย่างไรที่จะหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่ประเทศอื่นๆ ลดภาระการนำเข้า ทำอย่างไรให้ภาคสถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่ออยู่

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ