Loading

บิ๊กธปท.แนะคิดนอกกรอบ ลดแวตเหลือ4%

วันที่ : 17 ธันวาคม 2551
บิ๊กธปท.แนะคิดนอกกรอบ ลดแวตเหลือ4%

          ยาแรงกระตุ้นศก.-ฟื้นยกเลิก "ธ.โลก"ถกทีมประชาธิปัตย์

          รองผู้ว่าการ ธปท.แนะรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤต ศก. ชี้ใช้นโยบายการคลัง รอเมกะโปรเจ็คต์อย่างเดียวไม่ทันสถานการณ์แน่ ยุลดแว็ตเหลือ 4% พร้อมออกมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นเสริมอีกทาง "อภิสิทธิ์"ถกพรรคร่วม เล็งเพิ่มงบกลางปีเป็น 2-3 แสนล้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ "สุชาติ"เตือนระวังจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าหมาย

          นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องนโยบายการเงินกับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่โรงแรมเลอ คองคอร์ด เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ว่า นโยบายการเงินจะทำให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะการชะลอตัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะวิกฤตของไทยไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากปี 2540 มาก ในครั้งนั้นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของปัญหา ทำให้พังไปหมดทั้งธุรกิจและสถาบันการเงิน แต่ครั้งนี้เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และไทยอยู่ในภาวะวิกฤตการเมืองที่ไม่แน่นอน จึงเหมือนว่าไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต

          นางอัจนากล่าวว่า นโยบายการคลังขณะนี้มีโอกาสที่การเบิกจ่ายงบประมาณจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ 94% หรือทำได้น้อยลง ขณะเดียวกันงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท ยังไม่มีโครงการชัดเจน และคาดว่าเกณฑ์การคลังคงจะเปลี่ยนไปจากเดิม หลังมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ซึ่งการดำเนินนโยบายการคลังควรจะเน้นไปที่ 3 จุดใหญ่ คือ 1.ต้องเป็นมาตรการ เร่งด่วนที่เป็นการดำเนินการระยะสั้น เนื่อง จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะ     โปรเจ็คต์ที่พูดกันมา 4-5 ปี ต้องใช้ เวลานานมาก ดังนั้น คงจะไม่เร็วพอที่จะ    ไม่ให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลงแรง หรือต้องใช้มาตรการที่มากกว่านั้น จึงไม่เหมาะสมกับการดึงเศรษฐกิจในช่วงนี้

          2.การใช้นโยบายการคลังควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เนื่องจากปีหน้าจะมีปัญหาว่างงานมาก จากธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง ดังนั้น การใช้นโยบายการคลังต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน เพราะงบฯแสนล้านบาท หรือการขาดดุลงบประมาณที่ตั้งไว้ ไม่มากพอที่จะฉุดเศรษฐกิจไม่ให้ต่ำลงไปได้ ดังนั้น ควรใช้เงินงบฯดังกล่าวไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและของไทย 3.การใช้นโยบายการคลังต้องไม่สร้างภาระการคลังในระยะยาว ควรใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อดูแลเศรษฐกิจ เช่น ข้อเสนอการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แว็ต) จาก 7% เป็น 4% ซึ่งยุติธรรมสำหรับผู้บริโภคและผู้ลงทุน แต่ไทยเคยมีประสบการณ์จากการลดแว็ตจาก 10% เป็น 7% และไม่มีรัฐบาลไหนกล้าพอที่จะปรับขึ้นเป็น 10% เหมือนเดิม ทำให้เป็นภาระการคลัง ดังนั้น หากไม่มีรัฐบาลไหนกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น ก็อย่าทำดีกว่า

          "เราหนีภาวะที่เผชิญหน้าไม่ได้ หรือหลีกเลี่ยงจากเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยไม่ได้ แต่ทางการต้องปรับเปลี่ยนนโยบายคิดนอกกรอบ ไม่ให้เศรษฐกิจลงลึกมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่เช่นนั้นจะยากมากกว่าจะดีขึ้น และการสร้างความเชื่อมั่น เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะการดำเนินนโยบายมหภาคทั้งนโยบายการเงินและการคลังจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ถ้ายังขาดความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันทางการต้องมีสมาธิในการแก้ไขเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามไล่แก้ปัญหาการเมือง" นางอัจนากล่าว

          รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ตอนนี้ยอมรับว่าผลจากความวุ่นวายทางการเมืองลุกลามไปถึงภาคเศรษฐกิจแล้ว กระทบต่อการท่องเที่ยวและการจ้างงาน ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมีปัญหาสถาบันการเงินและขาดความเชื่อมั่น การใช้นโยบายการเงินน่าตกใจที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ลดดอกเบี้ยเกินกว่าตลาดคาดการณ์ ด้วยความคิดที่ว่าวิกฤตครั้งนี้ไทยไม่มีประสิทธิภาพทางการเมือง ขณะเดียวกันยังไม่แน่ใจว่าครึ่งปีหลังปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวตามที่มีการคาดการณ์หรือไม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ เพราะจากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ศึกษา 20 ประเทศ ที่เศรษฐกิจถดถอยในรอบ 100 ปี ที่เกิดขึ้นกว่า 100 ครั้ง พบว่าถ้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยควบคู่กับปัญหาสถาบันการเงินและฟองสบู่แตก จะใช้เวลานานกว่าจะฟื้นขึ้นได้ หากการศึกษาดังกล่าวเป็นจริง ไทยมีโอกาสเห็นเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีหน้า จึงมีความเสี่ยงที่จะเห็นเศรษฐกิจซึมยาว การดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องมั่นใจว่ายาที่ให้ต้องแรงพอที่จะดูแลเศรษฐกิจ

          อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นเพียงการลดต้นทุน ไม่ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น และช่วยลดภาระผ่อนบ้านหรือสินเชื่อ แต่การที่จะหวังว่าดอกเบี้ยที่ลดลงจะเป็นกลไกส่งผ่านให้เศรษฐกิจโต ยังมีอีกหลายขั้นตอนและขณะนี้ยังไม่พร้อมจะทำงาน ดังนั้น ดอกเบี้ยจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะตราบใดที่ดอกเบี้ยลดลง แต่ไม่เกิดความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุนก็ไม่สามารถกระตุ้น  การใช้จ่ายหรือการลงทุนได้

          ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังหารือ  ร่วมกับตัวแทนจากธนาคารโลกที่พรรค   ประชาธิปัตย์ว่า เป็นเพียงมารับฟังข้อมูลจากธนาคารโลกกรณีที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงถามแหล่งทุนที่จะหามาให้กับประชาชนรากหญ้า ไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ธนาคารโลกเป็นห่วงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากการส่งออก และบริโภคภายในประเทศมีปัญหา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ว่าที่นายกรัฐมนตรี น่าจะสามารถสร้างบรรยากาศในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

          "ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเข้ามาเยียวยามี 2 เรื่อง คือปัญหาการว่างงาน เนื่องจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากกำลังซื้อของลูกค้าลดลง และ 2.ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ" นายกรณ์กล่าว

          นายกรณ์ที่ได้รับการคาดหมายจะ   ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวกรณีจะสานต่อนโยบายรัฐบาลชุดที่แล้วหรือไม่ว่า อะไรที่เป็นประโยชน์จะสานต่อแน่นอน เพราะต้องยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก และที่ผ่านมาก็ปรึกษากับนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยตลอด หลายเรื่องพรรคก็เห็นด้วย เช่น โครงการงบกลางปี 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องสานต่อ แต่จะมาดูอีกครั้งว่าจะนำไปใช้ในส่วนไหน นอกจากนี้ยังจะสานต่ออีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นโครงการสนับสนุนให้รากหญ้าเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในการพัฒนาชนบท ส่วนโครงการรถไฟฟ้าจะต้องมาดูอีกครั้งว่าต้องทำจริงๆ กี่สายและดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ซึ่งต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนว่าจะสร้างเส้นทางไหนก่อนหลัง ขึ้นอยู่กับสถานภาพทางการเงินของประเทศ

          นายกรณ์ยังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่ใช้ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเป็นเป้าหมายในการบริหารงาน เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปกำหนดเป้าหมายเช่นนั้น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนมาก อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และ 3 ของปีหน้า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเอสเอ็มอีไม่ประสบปัญหา เศรษฐกิจโดยรวมก็น่าจะดีขึ้นกว่า ไตรมาส 4 ของปีนี้และไตรมาส 1 ของปีหน้าที่มีโอกาสติดลบสูง

          แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ได้เชิญตัวแทนพรรคและกลุ่มการเมืองร่วมรัฐบาลหารือเพื่อวางกรอบนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภาในวันเดียวกัน โดยเห็นตรงกันว่า ควรขยายกรอบวงเงินเพิ่มเติมจากที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาวางไว้ 1 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

          นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า มีการหารือเพื่อเพิ่มวงเงินจริง โดยที่ประชุมเห็นชอบจะมอบหมายให้สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณาอีกครั้ง แต่ตัวเลขที่มีการพูดคุยกันในที่ประชุม เห็นว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท

          นายศุภชัยกล่าวว่า สำหรับกรอบนโยบายยังไม่ได้ข้อยุติ โดยพรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้แต่ละพรรคกลับไปจัดทำนโยบายและนำกลับมาเสนออีกครั้งในวันที่ 19 ธันวาคมนี้  ขณะที่ทางกลุ่มเสนอไว้แล้วรวม 8 ข้อ อาทิ การให้คงนโยบายของรัฐบาลเดิมที่มี เช่น รถเมล์-รถไฟฟรี การดำเนินงานโครงการเอสเอ็มแอล และต่อยอดงานกองทุนหมู่บ้าน การประกันราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า การดูแลเรื่องทุนและปัจจัยการผลิตของเกษตรกร การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เดือนละ 500 บาท แต่ยกเว้นข้าราชการที่ได้รับบำนาญ รวมถึงการเสนอจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน จากปัญหาเศรษฐกิจ และการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในจุดที่มีปัญหาต่อการบริหารของประเทศ ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเป็นธรรม ไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ทำอะไรผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ

          นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช กล่าวว่า หากจะทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก เป็นเรื่องที่เสนอได้ เพราะการขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 มีข้อจำกัดตามกฎหมายกำหนด คือต้องไม่เกิน 4.3 แสนล้านบาท แต่สิ่งที่กังวลคือการจัดเก็บรายได้ปีนี้ไม่แน่ใจว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเท่าใด

          "มันมีข้อจำกัดในการขาดดุลเพิ่ม คือการขาดดุลการคลังปีนี้ห้ามเกิน 4.3 แสนล้านบาท ถ้าเพิ่ม 1 แสนล้านบาท จะขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท และไม่รู้ว่าการจัดเก็บรายได้จะขาดเท่าไหร่ เท่าที่ดูตัวเลขที่มีการประเมินเบื้องต้นอาจจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 1 แสนล้านบาท มันก็ติดกฎหมาย แต่เข้าใจว่าหากใช้งบประมาณที่เป็นการกู้จากต่างประเทศน่าจะทำได้ แต่ต้องซื้อของจากต่างประเทศ" นายสุชาติกล่าว

        

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ