Loading

ธปท.ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยตามตลาดโลก

วันที่ : 11 พฤศจิกายน 2551
ธปท.ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยตามตลาดโลก

          บัณฑิต นิจถาวร ธปท.ส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารกลางทั่วโลกที่หั่นดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้าเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุมกนง.ในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ เหตุแรงกดดันเงินเฟ้อลด บอกต้องใช้ดอกเบียนโยบายดูแลภาวะเศรษฐกิจ

          กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง.) วันที่ 3 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2551 กนง. จะนำความเสี่ยงเรื่องอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาพิจารณาในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะขณะนี้มีโอกาสที่ ธปท.ต้องนำดอกเบี้ยนโยบายมาดูแลภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

          ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้แรงกดดันจากเงินเฟ้อลดลง ดังนั้น กนง.จะต้องประมวลข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ที่ชะลอตัวลงมาประกอบการตัดสินใจด้วย ซึ่งการประชุม กนง. วันที่ 3 ธันวาคมนี้ มีโอกาสที่ ธปท.จะนำดอกเบี้ยนโยบายมาใช้ในการดูแลเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าเงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มลดลงขณะที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะลอ

          ตัวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการประชุม กนง.ครั้งก่อน ธปท.เห็นว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มีปัญหาโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจแต่เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจึงไม่มีความจำเป็นในการปรับลด

          อัตราดอกเบี้ยทันที

          รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% หากเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ ไม่ได้เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดต่อการขยายธุรกิจ ของภาคเอกชน ดูได้จากอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ยังขยายตัวสูงถึง 10.8% และที่ผ่านมา ธปท.ยืนยันว่าได้ดูแลเรื่องสภาพคล่องในระบบการเงินเป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ซึ่งสภาพคล่องในประเทศก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

          อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในระยะสั้นสภาพคล่องอาจจะตึงตัวบ้าง เนื่องจาก ปริมาณเงินฝากขยายตัวต่ำกว่าสินเชื่อ โดยในเดือนกันยายน เงินฝากขยายตัวเพียง 1.4%

          ขณะที่สินเชื่อขยายตัวถึง 10.8% ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีการระดมเงินฝากกันมากขึ้น ซึ่ง ธปท.ต้องเข้าไปดูแลไม่ให้สภาพคล่องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือเกิดภาวะตึงตัวเร็วเกินไป

          นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากกรณีที่ผู้ประกอบการจะหันมากู้เงินในประเทศมากขึ้น หลังจากที่การกู้เงินในต่างประเทศทำได้ยากขึ้น เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงขึ้น

          รองผู้ว่าธปท. ยอมรับว่าในปี 2552 ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวลง ธปท. ต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( เอ็นพีแอล) สูงเกินไป และไม่ให้ปัญหาเอ็นพีแอลเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจ

          หนุนธปท.ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำฟื้นเศรษฐกิจ

          ด้านดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 2.2% ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่ากังวล

          โดยเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้วชะลอตัวลงทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐจะติดลบ 0.3% ด้านเศรษฐกิจจีนน่าจะยังมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8.5% ซึ่งก็เป็นการเติบโตหลังจากที่ทางการมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบ จำนวน 20 ล้านล้านบาท โดยประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวเพียง 5.8% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 14 ปี ซึ่งหากประเทศจีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้สำเร็จ ประเทศจีนจะขึ้นเป็นผู้นำโลก เท่ากับว่าประเทศตะวันออกจะเป็นผู้นำแทนประเทศตะวันตก

          ส่วนภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวในทิศทางชะลอลงเช่นกัน ซึ่งน่าเป็นห่วงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะต้องมีการรีไฟแนนซ์เงินกู้ และการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ลำบากขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์ จะเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับรายใหญ่มากกว่า

          ดร.ก้องเกีรติ กล่าวว่าธปท.ควรที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพราะขณะนี้อัตราเงินเฟ้อลดลงไปมาก รัฐบาลก็ควรที่จะเร่งให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ หลังจากที่รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2552 ขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาทโดยต้องกระจายงบประมาณลงสู่เศรษฐกิจที่แท้จริงให้เร็วที่สุด

          "ยอมรับว่ามีบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้ออกหุ้นกู้ระยะยาว 5-6 ปี เพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่องในอนาคต เพราะคงจะมีการรีไฟแนนซ์จากต่างชาติลดลง ซึ่งในปี 2552 บริษัทเอสเอ็มอีในประเทศไทยคงจะต้องระมัดระวัง เพราะการรีไฟแนนซ์ของบริษัทเหล่านี้อาจจะทำได้ยาก"

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ