Loading

ปลุกชีพตลาด บ้านมือสอง คึก + แห่ซื้อรับมาตรการคาดเมษายนยอดขายโต 10-30% /สมาคมนายห้างฯร่างหนังสือชงรัฐมนตรีหนุนตลาดถาว

วันที่ : 13 เมษายน 2551
ปลุกชีพตลาด บ้านมือสอง คึก + แห่ซื้อรับมาตรการคาดเมษายนยอดขายโต 10-30% /สมาคมนายห้างฯร่างหนังสือชงรัฐมนตรีหนุนตลาดถาวร

           นายสมศักดิ์ มุนีพีระกุล รักษาการและอดีตนายกสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ และประธานกรรมการ บริษัท ฟอร์เบทส์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจตัวแทนขายบ้านมือสอง เปิดเผย ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่าก่อนหน้านี้ภาครัฐเคยมีมาตรการออกมากระตุ้นบ้านมือสองแต่มีข้อจำกัดว่าผู้ที่จะได้สิทธิจะต้องมีชื่ออยู่         ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่สามารถกระตุ้นตลาดบ้านมือสองได้เท่าที่ควร แต่จากการที่นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาตรการทางภาษีเพื่อมากระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2551   และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ลูกค้าที่กำลังรอดูท่าทีตั้งแต่เดือนม.ค. 2551 เพราะปัญหาการเมืองและการปรับราคาประเมินที่ดินใหม่กลับรีบตัดสินใจซื้อบ้านโดยยอดขายบ้านมือสองของบริษัทเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่าหากสรุปตัวเลขยอดขายในไตรมาสที่1ปี 2551 น่าจะเติบโตประมาณ10-15%

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแรงกระเพื่อมของการซื้อขายตลาดบ้านมือสองยังไม่คึกคักจนเห็นเด่นชัดเพราะเพิ่งจะผ่านการมีผลบังคับใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯมาแค่เพียง 10 วันเท่านั้น แต่เชื่อว่าในเดือนเม.ย.นี้จะเริ่มเห็นบรรยากาศของการซื้อขายบ้านมือสองที่คึกคักขึ้นหรืออีกประมาณ 1 เดือนหลังจากนี้และเชื่อว่าภาพรวมตลาดบ้านมือสองในปีนี้จะเติบโตราวๆ 10-15% จากตลาดรวมในปี 2550 ที่คาดว่าน่าจะมีตัวเลขการขายบ้านมือสองอยู่ที่ 40,000-50,000หน่วย

ทั้งนี้ การแข่งขันของบ้านมือสองในปีนี้ถึงแม้จะมีแรงหนุนแต่คงไม่รุนแรงเท่าบ้านใหม่ เพราะบ้านใหม่ผู้ประกอบการแต่ละรายมีสต๊อกเหลือพอควร และต้องเร่งสร้างใหม่รวมโอนซึ่งต้องให้แล้วเสร็จภายในปีเดียว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องอัดโปรโมชันเพื่อเร่งการระบายและแย่งลูกค้า ส่วนบ้านมือสองไม่ต้องแย่งลูกค้ากันอาจจะมีการอัดแคมเปญนิดหน่อยเพื่อเร่งการตัดสินใจ


นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้นจะใช้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหาจึงอยากให้ภาครัฐมีมาตรการมากระตุ้นตลาดบ้านมือสองแบบถาวร อย่างเช่น 1.ค่าธรรมเนียมในการโอนที่เดิมเสียอยู่ที่ 2% ไม่จำเป็นที่จะต้องลดลงมาถึง 0.01% ขอให้ลดลงเหลือแค่ 1,000 บาทและอาจมีการปรับตามราคาบ้านก็ได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาทต่อหลัง 2.ส่วนกรณีค่าธรรมเนียมธุรกิจเฉพาะหากถือครองไม่ถึง1ปีให้เสียเต็ม 3.3% แต่ถ้าเกิน 1 ปีให้เหลือ 2% และ 3 ปีให้เหลือ 0.1% ก็จะเป็นการส่งเสริมตลาดบ้านมือสองให้ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น 3.ในเรื่องการคิดภาษี ควรจะเป็นแบบประเทศสหรัฐอเมริกา คือ หากขายบ้านไม่ได้กำไรไม่ต้องเสียภาษี ส่วนผู้ที่ขายบ้านได้กำไรก็ให้คิดภาษีจากส่วนต่างนั้นซึ่งจะส่งผลให้คนกล้าขายบ้านไปซื้อบ้านใหม่มากขึ้น อย่างไรก็ดี ทางสมาคมจะมีการทำหนังสือถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแต่ต้องขอให้สมาคมเข้าที่เข้าทางเสียก่อนเพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนถ่ายคณะกรรมการในสมาคม คงต้องใช้เวลาในการเตรียมการอีก 1 เดือนจากนี้ไป

ด้านนายวิศิษฐ์ คุณาทรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลตี้เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ในเดือนม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมาสถานการณ์บ้านมือสองค่อนข้างเงียบเพราะผู้บริโภครอดูการจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังจากที่ภาครัฐมีการประกาศใช้มาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ส่งผลให้ตลาดเริ่มมีสัญญาณที่ดีโดยคาดการณ์ว่ายอดขายบ้านของบริษัทในเดือนเม.ย.นี้จะเติบโตขึ้นประมาณ 20% จากยอดขาย 150 ล้านบาทต่อเดือนซึ่งจากนี้ไปตลาดบ้านมือสองแอกทีฟหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยบ้านด้วยว่าจะอยู่ในระดับต่ำและคงที่นานแค่ไหน โดยบริษัทมีพอร์ตสินทรัพย์ประมาณ2,000รายการคิดเป็นมูลค่าขายราวๆ1,600ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มตลาดบ้านมือสองทั้งปีมองว่า (ยังไม่ได้ตกแต่ง) น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะมีราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่ง และเป็นทำเลที่บ้านมือหนึ่งไม่สามารถสร้างได้ โดยอัตราการเติบโตของปีนี้น่าจะอยู่ราวๆ 10-20% เพราะตลาดชะลอตัวลงมากในช่วงปลายปี 2550 โดยปัจจุบันนี้มีบ้านมือสองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลร่วม 220,000หน่วยส่วนกำลังซื้อต่อปีอยู่ที่60,000-70,000หน่วย

ด้านนายสมศักดิ์ ชุติศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.ซี.พี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด กล่าวเช่นเดียวกันว่า หลังจากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ บรรยากาศการซื้อขายดูราบรื่นขึ้นและสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ยอดขายที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนโดยแค่ช่วงระยะเวลา 8 วัน มียอดขายเติบโตเท่ากับเดือนม.ค.ทั้งเดือนกล่าวคืออยู่ที่ 38-29 ล้านบาทในขณะที่เดือนม.ค.มียอดขายอยู่ที่ 40 ล้านบาท ทั้งนี้ถ้าจะให้มองตลาดบ้านมือสองทั้งปีคงยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้เพราะอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลง แต่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ตลาดบ้านมือสองน่าจะเติบโตประมาณ 30% ส่วนการแข่งขันไม่น่าจะรุนแรงเพราะราคาขายขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อ

ขณะที่นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด ในเครือบริษัท เอเชี่ยน ดีเวลลอปเม้นท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวโดยมองว่ามาตรการภาษีที่รัฐประกาศออกมากระตุ้นตลาดบ้านรวมทั้งบ้านมือสองด้วยนั้นในส่วนของตลาดบ้านมือสองเป็นแค่

เพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคให้เร็วขึ้นแต่ไม่ได้โดดเด่นและเป็นตัวทำให้ ตลาดดี ทั้งนี้ตลาดบ้านมือสองในปีนี้จะดีได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะหากตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นในเงินในกระเป๋าแม้จะมีมาตรการออกมากระตุ้นตลาดก็ไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินได้ สำหรับการเติบโตของตลาดบ้านมือสองในปีนี้จะมาจากตลาดคอนโดมิเนียมซึ่งขณะนี้มีสินค้าออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกและยังมีปัจจัยส่งเสริมคือผู้บริโภคไม่ต้องเสี่ยงกับการซื้อกระดาษเพราะมีสินค้าให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว

อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ของตลาดบ้านมือสองคือรายเล็กจะทำตลาดได้อยากขึ้นเพราะรายใหญ่มีความได้เรื่องสต๊อกที่มีอยู่ในมือ นอกจากนั้นแล้วยังมีงบทางการตลาดที่จะนำมาจัดแคมเปญกระตุ้นการขาย จึงทำให้รายใหญ่จะเข้ามากินมาร์เก็ตแชร์ของผู้ประกอบการรายเล็กเช่นเดียวกับตลาดบ้านใหม่ และตลาดจะโตด้วยตัวของมันเอง สำหรับบริษัทคิดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท แต่หากเศรษฐกิจไม่ดีมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นยอดขายอาจจะไม่ถึงตามเป้าที่ตั้งไว้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ