Loading

ก.ม.ต้านแผ่นดินไหวป่วนตึกสูง

วันที่ : 8 ธันวาคม 2550
ก.ม.ต้านแผ่นดินไหวป่วนตึกสูง

          กม.3ฉบับโยธาป่วน ตึกสูง  คอนโดฯ-อาพาร์ทเม้นต์  -โรงแรม โรงมหรสพ ห้าง  ทั่วประเทศ  เอกชนโวยต้นทุนพุ่ง  ล่าสุด กรมโยธาคลอดกฎเหล็กอีก 2ฉบับ รวด กฎต้านแผ่นดินไหว  และ กฎ ให้วิศวกรชั้นวุฒิเซ็นรับรองการออกแบบคำนวนโครงสร้าง   โฟกัสกทม.-ปริมณฑล ดินอ่อนต้องยื่นแบบคำนวณน้ำหนักรับแรงสั่นสะเทือนตามที่วิศวกรกำหนด   อีกทั้งยังแบกภาระค่าตรวจสอบอาคารทุกปี ที่เดทไลน์ 29ธ.ค.50นี้   "อธิป พีชานนท์" โวยลั่น   เตรียมผลักต้นทุนให้ผู้บริโภคบวกในราคาขาย-ค่าเช่าพื้นที่

          แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า  ขณะนี้ กรมได้ ประกาศใช้กฎกระทรวงมหาดไทยใหม่อีก 2ฉบับ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสำหรับเจ้าของและผู้ใช้อาคาร  และมีผลบังคับใช้พร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา   ได้แก่   กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550  และกฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดชนิดหรือประเภทของอาคารหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆของโครงสร้างอาคาร พ.ศ. 2550  ทั้งนี้ กฎกระทรวง ทั้งสองฉบับนี้ มีบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นอาคารที่ได้รับใบอนุญาต  หรือ ใบรับแจ้งการก่อสร้าง ก่อนวันที่กฎหมายบังคับใช้ ไม่ต้องปฎิบัติตาม

          อย่างไรก็ดีขณะนี้กรมได้มีหนังสือเวียนแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้ถือปฎิบัติตาม กฎหมายดังกล่าว   หากอาคารใดที่เข้าข่าย ที่ยื่นขออนุญาตแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตหรือใบอนุญาตก่อนที่กฎกระทรวงประกาศใช้ ให้หน่วยงานท้องถิ่นส่งกลับเจ้าของอาคารเหล่านั้นกลับไปแก้ไขให้เป็นไปตามที่ข้อกฎหมายกำหนด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมได้ ออกกฎกระทรวงมหาดไทยกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบพ.ศ.2548และกฎกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การยื่นขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบและหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคารพ.ศ.2548โดยให้อาคาร 9 ประเภทต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร  และทุกอาคารทั่วประเทศจะต้องจ้างผู้ชำนาญการตรวจสอบและส่งรายงานต่อท้องถิ่นภายในวันที่ 29ธันวาคม 2550 นี้

          ทั้งนี้ กฎกระทรวงใหม่   แยกออกเป็น กฎกระทรวงฯต้านแผ่นดินไหว   จะควบคุมพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวและรับรู้สึกได้จากแรงสั่นสะเทือน โดยทุกอาคารที่อยู่ในข่าย จะ ต้อง ยื่นแบบรายการคำนวณอาคารและสิ่งปลูกสร้างเผื่อรับแรงแผ่นดินไหวเพิ่มเติม จากอาคารที่ก่อสร้างปกติทั่วไป   ด้วยการจ้างวิศวกรคำนวณตามมาตราฐานที่กรมโยธาธิการกำหนด  พร้อมกับ แบบขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร นั้นๆ     เช่น โครงสร้าง  เสา  คาน  ฐานราก จะต้องเพิ่ม เหล็ก ,เหล็กเส้น แผ่นพื้น  เพื่อยึดเกาะมากขึ้น   กว่าปกติ ซึ่งจะเป็นเท่าไหร่จะต้องให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณ เพราะแต่ละอาคาร ลักษณะการใช้ประโยชน์และรูปแบบมาตราฐานจะแตกต่างกัน

          แหล่งข่าวกล่าวต่อ ว่า สำหรับ พื้นที่ที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฎิบัติตามกฎกระทรวงต้านทานแผ่นดินไหว ฯ จะแยกประเภท ไว้ชัดเจน ได้แก่   บริเวณที่เฝ้าระวัง หรือ บริเวณที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี   เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้เกิดผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ และมีการคาดการว่าอาจเกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำอีก    ส่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร จัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นดินอ่อนมากหรือ บริเวณที่ 1 ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล

          ส่วนบริเวณที่2หรือ บริเวณที่ใกล้รอยเลื่อน ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี  เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน  และ หากก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว ทุกอาคารจะต้องเผื่อรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามกฎกระทรวงฯ ได้แก่ อาคารสาธารณะ เช่นสถานพยาบาล โรงไฟฟ้า โรงผลิตและเก็บน้ำประปา อาคารเก็บวัตถุอันตราย เช่นวัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุมีพิษ อาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้อาคารตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป ได้แก่โรงมหรสพ หอประชุม หอศิลป์ พิพิธภัณฑสถาน หอสมุด ศาสนสถาน   โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารจอดรถ อาคารสูงตั้งแต่ 15เมตรขึ้นไป(อาคารสูงตั้งแต่5ชั้น)  อาคารที่มีผู้ใช้อาคารตั้งแต่ 5,000คนขึ้นไป  เขื่อน สะพานหรือทางยกระดับ สถานศึกษา ศูนย์เด็กอ่อน อัตจรรย์ ฯลฯ   อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงฯฉบับดังกล่าวได้แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวง ฉบับเก่าปี 2549  โดยเพิ่มพื้นที่ควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น จากเดิม ที่ควบคุมไว้เพียง 10 จังหวัดเท่านั้น คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด และ ภาคกลาง 1 คือ กาญจนบุรี  โดยก่อนหน้านี้ไม่มี  กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลแต่อย่างใด

          สำหรับการออกแบบโครงสร้างอาคารนั้น  กฎกระทรวงบังคับว่า เจ้าของอาคาร จะต้องจัดรูปแบบเรขาคณิต  เช่น รูปทรงอาคาร สี่เหลี่ยม ผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส ฯลฯ ที่ ไม่ใช่อาคารที่ออกแบบรูปทรงหวือหวามีส่วนโค้วเว้า หรือ มีลักษณะผอมเพรียว   ซึ่งจะมีเสถียรภาพที่จะรับแรงสั่นสะเทือนได้มาก  อีกทั้งรายละเอียดปลีกย่อยชิ้นส่วนโครงสร้าง รวมทั้งบริเวณรอยต่อระหว่างปลายชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆที่เชื่อมต่อกัน  จะต้องมีความเหนียวความแข็งแรงมากกว่า โครงสร้างอาคารปกติ หรือ ต้องใช้ ชิ้นส่วนที่เพิ่มมากขึ้น  และ มีขนาดความหนาเพิ่มขึ้นนั่นเอง  รวมไปถึงการออกแบบอาคารที่ต้องให้เกิดความมั่นคงแก่ฐานรากและการสั่นไหว อาทิ  ฐานอาคารกว้าง และการเพิ่มต้นทุนของฐานรากที่มากขึ้น   เป็นต้น

          แหล่งข่าวกล่าวต่อ ว่า ส่วน กฎกระทรวงใหม่ ฉบับที่สอง  คือ กฎกระทรวงตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆของโครงสร้าง พ.ศ. 2550    เมื่อออกแบบอาคารแล้วเสร็จ เจ้าของอาคารจะต้องให้วิศวกรชั้นวุฒิ  หรือ วิศวกรชั้นสูงสุดตรวจสอบแบบ และเซ็นรับรองแบบว่า  อาคารดังกล่าวมีโครงสร้างอาคารปลอดภัย   ก่อนยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร  โดยอาคารที่เข่าข่ายจะเป็นอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ อาคารขนาดใหญ่พิเศษ  อาคารชุมนุมคน1,000ตารางเมตรขึ้นไป อาคารที่มีคานรับน้ำหนักยาว 15 เมตร  อาทิ  โรงมหรสพ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน  เป็นต้น

          อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า เอกชนได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในแง่ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น  เพราะแต่ละกฎกระทรวงแต่ละฉบับที่ออกมา แม้จะเป็นคนละฉบับกัน แต่ ทุกฉบับจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันเพราะ เน้นเรื่องความปลอดภัยแก่ผู้ใช้อาคารเป็นสำคัญ    โดยกฎกระทรวงต้านแผ่นดินไหว จะมีต้นทุนเพิ่ม เฉลี่ย 5-10 % จากอาคารที่ก่อสร้างปกติทั่วไป   เพราะนอกจากต้องใช้วัสดุเพิ่มขึ้นแล้ว ต้องใช้เทคนิกต่างๆ มากกว่าอาคารทั่วไป ดังนั้นแบบค่าก่อสร้างของอาคารต้านแผ่นดินไหวก็จะแพงกว่าอาคารที่ถูกออกแบบตามปกติ    และที่สำคัญอาคารเหล่านี้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกหากเข้าข่ายอาคารสูง อาคารใหญ่ โรงมหรสพ ห้างสรรพสินค้า โดยจะต้องปฎิบัติตามกฎกระทรวง ตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆของโครงสร้าง ที่ออกมาบังคับใช้พร้อมกัน โดยหลังออกแบบแล้วเจ้าของอาคารจะต้องจัดหาวิศวกรชั้นวุฒิ ตรวจสอบและเซ็นรับรองแบบและโครงสร้างว่ามีความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งส่วนนี้จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

          นอกจากการว่าจ้างให้วิศวกรธรรมดา เป็นผู้ออกแบบอาคารให้   และเมื่ออาคาร เหล่านี้ ผ่านการอนุญาตและ ก่อสร้างแล้วเสร็จ ทุกอาคาร จะต้องเข้าข่ายกฎกระทรวงตรวจสอบอาคาร  หากอยู่ในข่ายอาคาร 9 ประเภท อาทิ อาคารสูงอาคารใหญ่ โรงมหรสพ อาคารชุมนุมคน โรงมหรสพ ฯลฯ ซึ่งเจ้าของอาคารจะต้องว่าจ้างผู้ชำนาญการตรวจสอบโครงสร้างความปลอดภัยในอาคาร ทุกปี และ ทำรายงานเสนอท้องถิ่น และ ตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี   และ รวมไปถึงรายที่เป็นเจ้าของอาคารเก่าด้วย ที่ต้อง ตรวจสอบให้แล้วเสร็จ และส่งรายงานให้ท้องถิ่นภายใน วันที่  29ธันวาคม 2550 นี้โดยค่าใช้จ่ายจากการตรวจสอบ เฉลี่ยตารางเมตรละ 10-20 บาท ถือเป็นราคามาตรฐานของกรม และสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร       ซึ่งก็ยอมรับว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามาแต่กรมพยายามเน้นกรณีความปลอดภัย เพราะการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อความปลอดภัย ไม่มากเท่ากับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดการณ์ได้

          สอดคล้องกับ แหล่งข่าวจากสำนักการโยธากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า   แน่นอนว่าเจ้าของอาคาร จะต้องรับภาระเพิ่ม  สองถึงสามเด้ง   คือ  กฎกระทรวงตรวจสอบอาคาร และกฎกระทรวงออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว ฯ  และ กฎกระทรวงที่ต้องให้วิศวกรชั้นวุฒิตรวจสอบและเซ็นรับรองแบบอาคารเพื่อความปลอดภัย

          โดยเฉพาะ กฎกระทรวงที่ออกมา สองฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งกทม. จะต้องเข้าไปตรวจสอบอาคารค้างการพิจารณาอนุญาต หรือ อนุญาตและออกใบอนุญาตให้ไม่ทันวันที่ กฎกระทรวงประกาศใช้ มีจำนวน 100กว่าอาคาร และจะต้องแจ้งต่อเจ้าของอาคารให้ไปแก้ไขแบบและเพิ่มต้นทุนค่าก่อสร้างใหม่        โดยเฉพาะอาคารที่ขออนุญาตในเขตกทม. แน่นอนว่าจะต้องออกแบบและคำนวณอาคารต้านแผ่นดินไหว เพิ่มขึ้น  หากอาคารดังกล่าวเข้าข่าย และ  ให้ไปจัดหาวิศวกรชั้นวุฒิเซ็นอนุมัติแบบ

          นอกจากนี้ ใน ส่วนของอาคารเก่าที่มีอยู่แล้วจะต้องตรวจสอบโครงสร้างความปลอดภัยในอาคารทุกปี และตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปีส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายประจำปี บางอาคารเสียค่าตรวจสอบ 300,000 บาทหรือมากกว่านั้นตามขนาด ความสูง หรือ ความสลับซับซ้อน และบางอาคารต้อง ปรับปรุงแก้ไขหากตรวจสอบแล้วมีจุดบกพร่อง ส่วน อาคารใหม่นับตั้งแต่วันที่ กฎกระทรวงบังคับใช้ ก็มีค่าใช้จ่ายเรื่องของต้นทุนค่าก่อสร้าง และแบบ แต่จะเสียค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่จะวกมาเข้ากฎกระทรวงตรวจสอบอาคารที่ต้องตรวจสอบทุกปีดังกล่าวหากอาคารนั้นอยู่ในข่ายต้องตรวจสอบ อย่างไรก็ดีเมื่อกฎกระทรวงต้านแผ่นดินไหวมีผลบังคับใช้แล้วจะต้องเตรียมความพร้อม และ ตรวจสอบแบบที่ผู้ประกอบการยื่นเข้ามาว่าถูกต้องตามมาตราฐานของกรมโยธาธิการหรือไม่  เช่นเหล็กเส้นพื้นอาคาร เสา จะต้องใช้เพิ่มจากปกติกี่หุนเป็นต้น

          ด้าน นายอธิป พีชานนท์ นายสมาคมอาคารชุดไทยและประธานสมาคมการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สภาหอหารค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า     ภาครัฐคือกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำอะไรไม่เคยเรียกผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าไปหารือ และจู่ๆก็ออกกฎระเบียบอะไรที่แปลกประหลาด ปฎิบัติยากออกมา ล่าสุด ได้ออก กฎกระทรวงออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว  ซึ่งมองว่า ในกทม. ไม่มีวันเกิดแผ่นดินไหวแน่นอน และแม้ว่าจะเกิดจากประเทศเพื่อนบ้านและเกิดแรงสั่นสะเทือนมาถึงกทม.และปริมณฑลอาคารที่ก่อสร้างขึ้นก็ไม่มีทางถล่มลงมา  ซึ่ง มองว่า ภาครัฐทำอะไรเกินกว่าเหตุ และออกกฎระเบียบบังคับ เหมือนเป็นประเทศเผด็จการ ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ ไม่มีการถามความสมัครใจว่าหากออกกฎระเบียบออกไปแล้ว  ผู้ประกอบการ ผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร    และ มองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะออกกฎหมายบีบให้ผู้ประกอบการต้องสร้างอาคารที่เพิ่มมาตรฐานความมั่นคงแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นเพราะเสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์  เช่นใช้เสามากขึ้น  เพิ่มคานรับน้ำหนัก  ฯลฯ  ทั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนการสั่งให้ชาวบ้านซื้อเสื้อโค๊ดเก็บไว้รอ เผื่อในอนาคตประเทศไทยจะมีหิมะตก ซึ่งมองว่าไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง   และ กฎกระทรวงที่บังคับให้ทุกโรงแรมต้องมีหน้ากากกันไฟ ในที่สุดก็ยกเลิกเพราะปฎิบัติไม่ได้

          อย่างไรผู้ประกอบการไม่ได้วิตกอะไรต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น  แต่จะผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภค  โดยหากในราคาขายที่แพงขึ้น อาทิ บ้าน อาคารชุด หรือแม้กระทั่งค่าเช่า อาพาร์ทเม้นท์ อาคารสำนักงาน  ส่วนกฎกระทรวงตรวจสอบอาคารก็เช่นกัน มองว่าปฎิบัติยากและทุกอาคารได้ปฎิบัติถูกต้องและเจ้าของอาคารดูแลอยู่แล้ว หากมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากการตรวจสอบ  ส่วนต่าง ดังกล่าว จะบวกให้กับผู้บริโภครับภาระไม่ใช้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ คอนโดมิเนียม  เมื่อยกให้นิติบุคคลดูแล ก็จะเรียกเก็บค่าส่วนกลางกับผู้บริโภค รวมถึงอาคารสำนักงานก็จะผลักภาระค่าตรวจสอบอาคารให้กับผู้เช่า ซึ่งทั้งสองกฎกระทรวงที่ออกมาทั้งกฎกระทรวงตรวจสอบอาคารและกฎกระทรวงแผ่นดินไหว มองว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือ วิศวกรและสถาปนิก จะมีรายได้มากขึ้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 9 - 12 ธ.ค. 2550

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ