Loading

เช็คยอดเอ็นพีเออสังหาฯ 3 แสนล้าน ตึกเก่า โละไม่หมด ตึกใหม่ ไล่ซ้

วันที่ : 30 ตุลาคม 2550
เช็คยอดเอ็นพีเออสังหาฯ 3 แสนล้าน ตึกเก่า โละไม่หมด ตึกใหม่ ไล่ซ้ำ

จากการรวบรวมข้อมูลสินเชื่อในระบบการเงิน ณ สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2550 ยอดรวมของสินเชื่อคงค้างสุทธิของสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารต่างประเทศ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองสิเอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 7,090,625 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 322,510 ล้านบาท หรือ 4.55% ของสินเชื่อคงค้างรวมทั้งระบบและในจำนวนดังกล่าวเป็นเอ็นพีแอลของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 51,947 ล้านบาท คิดเป็น 16% ของเอ็นพีแอลทั้งหมด

 

- สิ้นปี 2550 แนวโน้มเอ็นพีเอเพิ่มอีก

สำหรับทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2550 มีมูลค่ารวมสุทธิ324,346 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นที่ดินเปล่า 51% อาคารพาณิชย์ 18% บ้านเดี่ยว 10% อื่นๆ 8% ทาวน์เฮาส์5% สำนักงาน 5% และคอนโดมิเนียม 3% และคาดการณ์ว่าแนวโน้มของเอ็นพีเอ ณ สิ้นปี 2550 น่าจะมีเพิ่มขึ้นทั้งนี้ มาจาก 3 สาเหตุ คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วางเป้าหมายแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลให้มีสัดส่วนลดลง ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม 2.เอ็นพีเอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินที่เกิดจากหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในกระบวนการบังคับขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ซึ่งธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องซื้อมาเอง หากราคาที่มีผู้นำเสนอต่ำเกินไป ไม่เช่นนั้นจะทำให้ธนาคารขาดทุนได้ 3.มีการโอนย้ายเอ็นพีแอลไปยังองค์กรหรือสถาบันการเงินอื่นเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ จะทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวแปลงสภาพเป็นเอ็นพีเอของบริษัทบริหารสินทรัพย์

 

- 508 อาคารร้างทยอยแจ้งเกิด

สำหรับอาคารที่ยุติการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2540 หรือหลังวิกฤตเศรษฐกิจจากที่มีการสำรวจครั้งแรกในปี 2544 พบว่ามีจำนวน 508 อาคารนั้น ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2549 พบว่ามีอาคารที่สร้างค้างถูกนำไปพัฒนาแล้ว 263 อาคารส่วนที่เหลืออีก 245 อาคาร ได้แก่ อาคารที่พักอาศัย 203 อาคาร อาคารผสม 26 อาคาร อาคารเพื่อการพาณิชย์ 12 อาคาร และอาคารประเภทอื่นๆ อีก 4 อาคาร แบ่งเป็นอาคารที่มีเสาเข็มเพียงอย่างเดียวประมาณ 85 อาคาร และอาคารที่มีโครงสร้างโผล่เหนือดิน 160 อาคาร อาคารที่สร้างค้างทั้งหมดยังมีศักยภาพในการพัฒนา เนื่องจากใบอนุญาตก่อสร้างอาคารยังไม่หมดอายุมีจำนวน 90 อาคารโดยในจำนวนดังกล่าวประมาณ 62% ตั้งอยู่ในเขตกทม.ชั้นใน โดยคาดว่าประมาณ 70-80% เป็นอาคารที่พักอาศัย หากมีการซื้อไปพัฒนาก็สามารถดำเนินการต่อได้ทันที แต่ยังมีปัญหาหลักเรื่องขั้นตอนการเจรจาประนอมหนี้ เนื่องจากเจ้าหนี้และลูกหนี้มีมุมที่ต่างกันในเรื่องของมูลค่าของทรัพย์สินส่วนอีกกลุ่มมีประมาณ 155 อาคาร เป็นกลุ่มทรัพย์สินด้อยค่าเพราะเป็นอาคารที่ใบอนุญาตก่อสร้างหมดอายุ ไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง ทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่น้อยกว่ามูลค่าหนี้ที่ค้างไว้ หากจะนำกลับมาพัฒนาจะต้องพิจารณาเป็นโครงการๆ ไป ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก โดยเฉพาะที่ติดถนนใหญ่ แต่อาคารเหล่านี้จะต้องสร้างตามข้อบังคับของผังเมืองฉบับใหม่เท่านั้น ไม่สามารถก่อสร้างตามแบบที่ออกไว้เดิมได้ ซึ่งคาดว่าในส่วนนี้น่าจะนำกลับมาพัฒนาได้ประมาณ 30-40%แม้อาคารเก่าสร้างค้างดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการหลายรายให้ความสนใจจะนำกลับมาก่อสร้างใหม่ แต่อาจจะมีโครงการที่ประสบความสำเร็จไม่มากนัก ปัญหาสำคัญไม่ได้มาจากเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง หากอุปสรรคมาจากเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากบางรายแม้ว่าจะมีความสนใจค่อนข้างมาก แต่เมื่อมาเจอปัญหาเรื่องกระบวนการต่างๆ ของการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่สามารถรับได้ทำให้หลายรายต้องหยุด เพราะไม่มีความถนัดมากพอ

 

- ภาวะอาคารสร้างค้างหวนกลับ

นอกจากนั้น ยังมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดอาคารก่อสร้างค้างรอบใหม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ หากผู้ประกอบการรีบร้อนพัฒนาโครงการโดยไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรอบคอบ หรือขออนุญาตก่อสร้างล่วงหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายที่จะออกมาควบคุม นอกจากนั้น การที่สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้โดยที่มิได้พิจารณาความพร้อมและความเป็นไปได้อย่างรอบคอบก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาคารสร้างค้างเพิ่มขึ้นอีกก็ได้

 

**บทสรุป

การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาเรื่องเอ็นพีแอลและเอ็นพีเอ จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย อาทิ สถาบันการเงิน รัฐบาล นักลงทุน ซึ่งแต่ละฝ่ายควรมีบทบาทที่สอดคล้องกัน ดังนี้สถาบันการเงินต้องไม่เพิกเฉยเมื่อเกิดเอ็นพีแอล แต่ควรมีกลยุทธ์เตรียมไว้สำหรับเอ็นพีแอลและต้องตัดสินใจดำเนินการโดยไม่ชักช้า สถาบันการเงินต้องเปิดให้ผู้ลงทุนทั่วไปได้เข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ปิดกั้นหรือเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ลงทุนในกลุ่มของตนมีโอกาสเท่านั้นขณะที่รัฐบาลจะต้องใช้อำนาจและทรัพยากรที่มีเพื่อทำการแก้ไขปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ ธุรกิจ รวมทั้งสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอล เช่น การยืนยันให้สิทธิของเจ้าหนี้ การเปิดโอกาสให้ดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมและการใช้มาตรการทางกฎหมาย นอกจากนั้นทางการหรือรัฐบาลจะต้องตรวจสอบและปรับปรุงการทำหน้าที่ดูแลและกำกับสถาบันการเงินให้เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รวมถึงมีบทบาทในการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอล และในระยะยาวควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดทุนที่ดีเพื่อรองรับการลงทุนทางด้านเอ็นพีแอล

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ