Loading

เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่ : กบข. กับการพัฒนาตลาดทุนไท

วันที่ : 22 ตุลาคม 2550
เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่ : กบข. กับการพัฒนาตลาดทุนไทย

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ กบข. ปี 2539 เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเงินออมเพื่อการชราภาพของข้าราชการ เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาลจากการใช้ระบบบำนาญแบบดั่งเดิมที่ข้าราชการผู้เกษียณอายุจะได้รับบำเหน็จบำนาญจากเงินงบประมาณประจำปีโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเลยตลอดช่วงเวลาทำงาน แต่ภายใต้ระบบ กบข. ข้าราชการที่เป็นสมาชิกต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนฯ ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือนแล้วรัฐบาลในฐานะนายจ้างก็จะสมทบให้ในอัตราเท่ากัน เงินทั้งสองส่วนเพิ่มพูนขึ้นทุกๆเดือน และ กบข. ก็จะนำเงินกองทุนฯ ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เพื่อเตรียมนำมาจ่ายคืนให้สมาชิกเมื่อครบกำหนดเกษียณหรือออกจากราชการด้วยเหตุอื่น (บางกรณีสมาชิกก็จะได้รับเงินคืนเฉพาะส่วนที่ตนสะสมเท่านั้น) ดังนั้น กบข. จึงถูกจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรอิสระบริหารงานภายใต้การกำกับนโยบายของคณะกรรมการ เพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและให้สามารถบริหารเงินของสมาชิกได้อย่างมืออาชีพและมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะนี้มีสมาชิก กบข. อยู่ประมาณ 1,180,000 ราย และมีเงินกองทุนที่บริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของสมาชิกประมาณสามแสนล้านบาท

         

วิธีการลงทุนของ กบข. นั้นมีทั้งที่บริหารจัดการลงทุนเอง และกองทุนอื่นรับไปบริหารทรัพย์สินด้วยแต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าภายใต้ระเบียบปัจจุบันนี้ กบข. นับได้ว่ามีทางเลือกในการลงทุนที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่แพ้กองทุนที่บริหารจัดการโดยเอกชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กบข. จะมีอิสระเลือกการลงทุนได้ตามที่ต้องการ เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์ไม่มั่นคงมากๆ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้แก่กองทุนซึ่งสมาชิกเป็นเจ้าของ ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดเงื่อนไขการลงทุนของ กบข. ไว้ว่าสามารถนำเงินกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ได้ 2 ประเภทใหญ่ คือสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และสินทรัพย์อื่นๆ (เสี่ยง) ได้ไม่เกินร้อยละ 40 ทั้งนี้การลงทุนต้องเป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการ กบข. กำหนดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีการลงทุนของ กบข. ในปัจจุบันลงทุนอยู่ในสินทรัพย์มั่นคงประมาณร้อยละ 70 ที่เหลือเป็นสินทรัพย์ประเภทหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ กบข. ยังสามารถนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ด้วย แต่ต้องรักษากรอบการลงทุนในต่างประเทศไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 15 ของกองทุนฯ และยังมีกรอบการลงทุนในหุ้น (ทั้งในและต่างประเทศ) รวมกันไม่เกินร้อยละ 35

         

แต่เรื่องที่น่าจะเป็นประเด็นก็คือความพยายามของ กบข. ที่จะขอปรับเงื่อนไขเพดานการลงทุน 2 กรอบคือ การขอเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น (รวมทั้งในประเทศและต่างประเทศ) จากร้อยละ 30 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 35 และการขอขยายสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20 ของกองทุนฯ ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อต้นปี 2550 กระทรวงการคลังได้อนุมัติขยายกรอบการลงทุนในต่างประเทศ ของ กบข. ไปแล้วครั้งหนึ่งจากเดิมที่ร้อยละ 5 เป็น 10 (จริง ๆ กบข. ขอขยายเป็นร้อยละ 15 แต่กระทรวงฯ อนุญาตให้แค่ร้อยละ 10) ซึ่งผลของการผ่อนปรนวงเงินนั้นก็ยังไม่ได้มีการประเมินกันอย่างชัดเจนว่าเกิดประโยชน์ต่อกองทุนฯ และสมาชิกโดยรวมอย่างไร

         

ผู้เขียนคาดว่าเจตนารมณ์ของ กบข. ในครั้งนี้ก็คือต้องการเพิ่มโอกาสในการขนเงินไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศให้มากขึ้น เลยต้องการขยายเพดานทั้งสองกรอบ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็จะมีนัยต่อตลาดทุนไทยสองประการ คือ ประการแรกจะขัดแย้งกับแนวทางของแผนพัฒนาตลาดทุนของประเทศ (ฉบับที่ 2) ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้ตลาดทุนไทยมีแต่นักลงทุนรายย่อยมากผันผวนได้ง่าย ผลประการที่สองคือการที่ กบข. ซึ่งเป็นสถาบันที่ลงทุนในตลาดทุนไทยอยู่ไม่น้อย (ประมาณร้อยละ 2.3 ของตลาดทุนไทย) กลับจะไม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยขึ้นมาแต่หันไปลงทุนในต่างประเทศแทน จะเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อภาพการลงทุนในตลาดทุนไทย และอาจเป็นการลดสภาพคล่องของตลาดทุนไทยได้

         

การที่ กบข. มุ่งที่จะทำเพื่อประโยชน์ของสมาชิกของตนเองเป็นอันดับแรกก็คงไม่ผิดอะไร เพราะอัตราผลตอบแทนของตลาดทุนหุ้นโลก (MSCI World) นั้นสูงกว่าของตลาดหุ้นไทย และมีความผันผวนที่น้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็ควรต้องเลือกลงทุนช่องทางเช่นว่านี้มากกว่า แต่ผู้เขียนอยากให้ กบข. ลองให้น้ำหนักกับบทบาทของตนในฐานะที่เป็นสถาบันหนึ่งที่มีผลต่อพัฒนาการของตลาดทุนไทยเป็นอย่างมาก การลงทุนของสถาบันขนาดใหญ่เช่น กบข. เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องของตลาดทุนในประเทศ สิ่งเหล่านี้มีผลด้านจิตวิทยาต่อนักลงทุนรายอื่นๆ ด้วย และที่สำคัญจะได้ไม่เป็นการขัดแย้งกันเองระหว่างนโยบายของภาครัฐ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ