Loading

กทม.ฟัน ที่ดินร้าง 7 พันแปลง แก้ไข 30 วันโทษปรับจำคุ

วันที่ : 18 ตุลาคม 2550
กทม.ฟัน ที่ดินร้าง 7 พันแปลง แก้ไข 30 วันโทษปรับจำคุก

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย ""ประชาชาติธุรกิจ"" ว่า กทม.ได้มอบนโยบายให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าของที่ดินที่ปล่อยให้ที่ดินที่อยู่ในความครอบครองรกร้างว่างเปล่า โดยไม่ใส่ใจดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ใช้มาตรการนำป้ายไปปักหรือปิดประกาศไว้บนที่ดินว่างเปล่าตลอดจนอาคารร้างที่ตรวจสอบพบ และให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน นับจากวันปิดประกาศคือวันที่ 15 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา

 

หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไข เช่น ล้อมรั้ว ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ให้เรียบร้อย จะมีความผิดและ กทม.จะดำเนินการตามกฎหมาย 4 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาด พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 และประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีเจ้าของที่ดินรายใดฝ่าฝืน จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

 

นายพนิชกล่าวว่า สาเหตุที่ กทม.ต้องใช้วิธีนำป้ายไปปิดประกาศไว้บนที่ดินดังกล่าว ก็เพราะต้องการให้เจ้าของที่ดินตื่นตัวในการปรับปรุงที่รกร้างของตนเองไม่ให้รกหูรกตา ไม่ปล่อยให้เป็นที่ทิ้งขยะหรือของสกปรก ให้นำมาใช้ประโยชน์ด้านใดก็ได้ หรืออาจจะใช้วิธีล้อมรั้ว ซึ่งเมื่อดูแล้วเกิดความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเจ้าของที่ดินพบเห็นป้ายที่ กทม.ปิดประกาศ ก็จะปรับปรุงแก้ไข บางรายไม่เคยเสียภาษีมาก่อนก็จะมายื่นเสียภาษี เนื่องจากกลัวบทลงโทษตามกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ

 

นายพนิชกล่าวว่า รายได้ของ กทม.ที่ได้มาจากการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ในแต่ละปีถือว่าน้อยมาก เฉลี่ยปีละ 100 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้กฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ โดยเพิ่มอัตราการจัดเก็บให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เป้าหมายก็เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมาเสียภาษีกันมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการมุ่งหารายได้แต่เพียงอย่างเดียว

 

แหล่งข่าวจาก กทม.เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าในพื้นที่ กทม.ทั้ง 50 เขต มีที่ดินที่เจ้าของที่ดินปล่อยทิ้งให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า มีอาคารและสิ่งก่อสร้างรกร้างโดยที่เจ้าของที่ดินไม่ดูแลรักษาทั้งหมดจำนวน 7,226 แปลง หรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4,374 ไร่ ทางผู้บริหารจึงมอบนโยบายเร่งด่วนให้แต่ละเขตเข้าไปดำเนินการ โดยได้มีการติดป้ายประกาศให้เจ้าของที่ดินได้รับทราบ และให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน อาจจะปลูกต้นไม้ ทำรั้วกั้น ทำเป็นสวนหย่อม เป็นต้น เพื่อให้ดูสวยงาม ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนทั่วไป หรือกลายเป็นแหล่งประกอบอาชญากรรม

 

ในการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว สำนักงานเขตแต่ละเขตจะออกตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ กทม.มีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาเพิ่มด้วย แม้จะมีจำนวนเพียงเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีส่วนใหญ่เก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะหาเจ้าของที่ดินไม่เจอ โดยปีนี้ กทม.มีรายได้จากภาษีบำรุงท้องที่ประมาณ 134 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่อยู่ที่ 130 ล้านบาท""

 

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการดำเนินการหากเจ้าของที่ดินไม่ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีความผิดตามกฎหมาย อย่าง พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ จะเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าเป็น 2 เท่าของอัตราภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งขึ้นอยู่ในแต่ละเขต เพราะแต่ละพื้นที่การคำนวณภาษีจะต่างกัน โดยจะจัดเก็บตามราคาปานกลางของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเจ้าของทราบประกาศแล้วมาปรับปรุงภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะเสียเพียงแค่เท่าเดียวของค่าเสียภาษีบำรุงท้องที่

 

นางเกศฉราภรณ์ สัตยาชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตจตุจักร กล่าวว่า ผู้บริหาร กทม.ได้ให้นโยบายให้แต่ละเขตตรวจสอบที่ดินที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า โดยเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำประโยชน์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม นอกจากนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตราย ซึ่งในส่วนของเขตจตุจักร จากการสำรวจพบว่ามีที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าประมาณ 100 กว่าแห่ง ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของเอกชน

 

นางเกศฉราภรณ์กล่าวว่า ในการปรับปรุงแก้ไข เจ้าของจะทำอย่างไรเพื่อให้ดูแล้วมีความปลอดภัย ไม่รกหูรกตา นอกจากนี้ยังป้องกันไม่ให้เป็นที่ทิ้งขยะอีกด้วย ขณะเดียวกันเขตพื้นที่จะตรวจสอบได้ว่าที่ผ่านมาที่ดินผืนนั้นๆ มีการเสียภาษีหรือไม่ โดยจะประสานงานกับกรมที่ดินว่าที่ดินตรวจสอบรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินด้วย เนื่องจากที่ดินบางแปลงเจ้าของปล่อยทิ้งไว้นานหลายปีจนลืมไปก็มี ถือเป็นการขยายฐานการเก็บภาษีได้ด้วย

 

""ที่ผ่านมาเราทำแล้วได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะปิดประกาศไปแล้ว เจ้าของไม่มาติดต่อ ก็จะติดประกาศเป็นครั้งที่ 2 ถ้าไม่มาอีกจะมีโทษตามบทลงโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่เมื่อทราบประกาศก็จะเข้ามาติดต่อกับทางการ"" นางเกศฉราภรณ์กล่าว

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ