Loading

เอ็นพีแอลแบงก์เดือนพ.ค.ขยับเพิ่ม สินเอเซีย-ไทยธนาคาร หนี้เน่าปู

วันที่ : 25 มิถุนายน 2550
เอ็นพีแอลแบงก์เดือนพ.ค.ขยับเพิ่ม สินเอเซีย-ไทยธนาคาร หนี้เน่าปูด

                รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แจ้งว่า ธปท.ได้ประกาศยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ล่าสุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2550 พบว่า ปริมาณหนี้เอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้สถาบันการเงินในระบบมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเกือบ 400 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.17% จากปัจจุบันที่มียอดเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 240,318 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.18%ของสินเชื่อรวม โดยธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศมีเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 235,209 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.57% สาขาธนาคารต่างชาติ 2,962 ล้านบาท คิดเป็น 0.52% บริษัทเงินทุน 1,851 ล้านบาท คิดเป็น 5.18% และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 295 ล้านบาท หรือคิดเป็น 67.65%ของสินเชื่อรวม

  

ทั้งนี้ เมื่อเทียบยอดเอ็นพีแอลในเดือนพ.ค.กับไตรมาสแรกของปีนี้พบว่า ธนาคารพาณิชย์มียอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากที่สุดในระบบประมาณ 411 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.18% บริษัทเงินทุนยอดเพิ่มขึ้น 1.48 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.08% และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 0.17 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.06%ของสินเชื่อรวม ขณะที่สาขาธนาคารต่างประเทศมีเอ็นพีแอลลดลง 13.24 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.45%

 

สำหรับธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นถึง 411 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทเงินทุน เอไอจี ไฟแนนซ์ ได้รับอนุญาตให้ยกระดับมาเป็นธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เริ่มประกอบกิจการเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีการโอนทรัพย์สิน รวมทั้งหนี้เอ็นพีแอลจำนวน 433 ล้านบาทด้วย นอกจากนี้ ธนาคารสินเอเชียมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 37 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.67% ธนาคารไทยธนาคาร 11 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.42% และมีเพียงธนาคารกรุงเทพเท่านั้นที่มีเอ็นพีแอลลดลงถึง 69 ล้านบาท หรือลดลง 0.17%

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจ รวมทั้งการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วไปลดลง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ภาระการชำระหนี้ของประชาชนไม่ได้ลดลง ขณะเดียวกันจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเช่นนี้ก็ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ก็มีความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาอย่างเช่นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่าน จึงสะท้อนให้เห็นชัดว่าเมื่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นตาม

 

โดยในเดือนพฤษภาคม 2550 ธนาคารพาณิชย์ที่มีเอ็นพีแอลรวมสูงสุดคือ ธนาคารกรุงไทย จำนวน 64,241 ล้านบาท คิดเป็น 6.88% ของจำนวนสินเชื่อรวม รองลงมาคือธนาคารกรุงเทพมีเอ็นพีแอลจำนวน 40,420 ล้านบาท คิดเป็น 4.4% ของสินเชื่อรวม อันดับ 3 คือธนาคารทหารไทย จำนวน 30,890 ล้านบาท คิดเป็น 6.08% ของสินเชื่อรวม

 

อันดับ 4 ธนาคารกรุงศรีอยุธยามีเอ็นพีแอลจำนวน 28,044 ล้านบาท คิดเป็น 6.3% ของสินเชื่อรวม อันดับ 5 คือธนาคารไทยพาณิชย์ มีเอ็นพีแอลรวม 23,428 ล้านบาท คิดเป็น 3.42% ของสินเชื่อรวม อันดับ 6 คือ ธนาคารกสิกรไทย มีเอ็นพีแอลจำนวน 21,998 ล้านบาท คิดเป็น 3.31% ของสินเชื่อรวม และอันดับ 7 ธนาคารยูโอบี มีเอ็นพีแอลรวม 6,660 ล้านบาท คืดเป็น 4.36% ของสินเชื่อรวม

 

ส่วนธนาคารที่มีเอ็นพีแอลต่ำสุดคือธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย มีเอ็นพีแอลจำนวน 27 ล้านบาท คิดเป็น 6.07% ของสินเชื่อรวม รองลงมาคือธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์ มีเอ็นพีแอลจำนวน 138 ล้านบาท คิดเป็น 1.43% ของสินเชื่อรวม และอันดับ 3 คือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย มีเอ็นพีแอลจำนวน 304 ล้านบาท คิดเป็น 1.69% ของสินเชื่อรวม

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ