Loading

เข้มกลั่นกรอง-ดึงมืออาชีพเสริมทัพ บสย.ตั้งการ์ดรับมือNPLพุ่งแตะ13

วันที่ : 18 พฤษภาคม 2550
เข้มกลั่นกรอง-ดึงมืออาชีพเสริมทัพ บสย.ตั้งการ์ดรับมือNPLพุ่งแตะ13%

          บสย.ตั้งการ์ดรับหนี้เสียพุ่ง ทั้งเข้มงวดการกลั่นกรอง ตั้งทีมแก้ปัญหาดึงมือดีจากแบงก์พาณิชย์ช่วย เชื่อจะตรึง NPL ไว้ที่ 13% ได้ ยอมรับเป้าค้ำประกันปีนี้ถึงทำได้แต่เหนื่อย เพราะสารพันปัจจัยลบกระหน่ำ

          นายทวีศักดิ์ ฟุ้งเกียรติเจริญ กรรมการและ ผู้จัดการทั่วไป บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาห กรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า 5 เดือนแรกของปี 2550 บสย.มีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 2,400 ล้านบาท แบ่งเป็นสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ 308 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดพิษณุโลก 287 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดอุดรธานี 156 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา 168 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดชลบุรี 258 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี 200 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดสงขลา 97 ล้านบาท สำนักงานจังหวัดภาคกลาง 184 ล้านบาท และสำนักงาน กทม.และปริมณฑล 680 ล้านบาท ซึ่งยอดค้ำประกันต่ำกว่าเป้าหมาย 260 ล้านบาท

          สาเหตุที่ทำให้การค้ำประกัน สินเชื่อต่ำกว่าเป้าหมายเพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการพิจารณาสินเชื่อ และการบริหารความเสี่ยง ทำให้สินเชื่อที่ผ่านการอนุมัติจากสถาบันการเงินและต้องการการค้ำประกัน สินเชื่อจาก บสย.ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการปรับลดตัวเลขคาดหมายของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) จากหลายสำนักรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และความไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองของประเทศทำให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุนหรือขยายงาน ไม่ขอสินเชื่อเพิ่ม

          อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อรวมยอดทั้งปีจะมีวงเงินค้ำประกัน 7,000 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะเป็นการตั้งเป้าหมายที่คาดหมายสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไว้แล้ว และเป็นตัวเลขเท่ากับที่ทำได้ในปี 2549

          นายทวีศักดิ์กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ลูกหนี้เอ็นพีแอล (NPL) เพิ่มขึ้น จากเฉลี่ย 12% ในปี 2549 เพิ่มเป็น 13% ในปีนี้ และมีแนวโน้มว่าอาจเพิ่มขึ้นหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องขึ้น บสย.เน้นควบคุมไม่ให้สูงไปกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งป้องกันเอ็นพีแอลเกิดใหม่ และแก้ไขเอ็นพีแอลที่มีในปัจจุบัน

          "ภาวะเช่นนี้หากเร่งสร้างภาระค้ำประกันตามเป้าหมายโดยไม่ระวังจะสร้างปัญหาตามมาอีกมาก เราจึงเข้มงวดในการพิจารณาการค้ำประกันกรณีที่วงเงินค้ำประกันสูงเกิน 5 ล้านบาท เราจะพิจารณาความเป็นไปได้อีกครั้งตามมาตรฐานของเรา แม้ว่าลูกค้ารายนั้นจะผ่านการพิจารณาของแบงก์มา แล้ว เราอยากอำนวยความสะดวกแก่ทุกฝ่าย แต่ก็ต้องระมัดระวังผลการดำเนินการของเรา และรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น หากปล่อยให้เกิดเอ็นพีแอล มากจะเป็นอันตราย"

          นายทวีศักดิ์ยังได้กล่าวถึงทีมเฉพาะกิจ (Task Force) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลหนี้เอ็นพีแอลเป็นพิเศษว่า หลังดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2549 สามารถลดหนี้ที่มีปัญหาในกลุ่มลูกหนี้เป้าหมายกลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีภาระค้ำประกันตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปจำนวน 133 ราย ภาระค้ำประกัน 595.749 ล้านบาท โดยแก้ไขได้ราว 10%

          "ปีนี้จะเข้มข้นขึ้นเพราะเราได้เชิญที่ปรึกษาจากธนาคารพาณิชย์ที่มีประสบการณ์ในการบริหารหนี้สินกว่า 20 ปีเข้ามาช่วยวางแผนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม น่าจะทำให้ลดปัญหาหนี้เสียได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นปลายปี 2549 เราทำระบบ credit risk portfolio analysis เพื่อเป็นเครื่องกลั่นกรองลูกค้าจะช่วยป้องกันเอ็นพีแอลขาเข้าได้ เครื่องมือนี้จะถูกนำไปต่อยอดเพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายต่อไป"

          นายทวีศักดิ์กล่าวด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าส่วนใหญ่ลดลง โดยเฉพาะในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บสย.จะตรวจสอบและช่วยเหลือลูกค้าทั้งสองกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด เพราะถือว่ามีความเสี่ยงสูง

          ปัจจุบัน บสย.มีภาระค้ำประกันสะสม 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการค้ำประกันในเขต กทม.และ ปริมณฑล 32.23% ภาคเหนือ 22.49% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15.21% ภาคใต้ 12.21% ภาคกลาง 9.58% และภาคตะวันออก 8.29% ขณะเดียวกัน บสย.มีแผนจะขอขยายการทำธุรกรรม credit enhancement ให้ บสย.สามารถค้ำประกันตราสารหนี้และเอกสารในตลาดทุนได้ จากปัจจุบันที่ธุรกรรมของ บสย.ต้องผ่านสถาบันการเงินเพียงช่องทางเดียว นอกจากนี้ปีที่ผ่านมากรรมการ บสย.มีมติเพิ่มอัตราส่วนการค้ำประกันต่อเงินกองทุนจาก 5 เท่า เป็น 7 เท่า

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 - 20 พ.ค. 2550

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ