Loading

รายได้กรมที่ดินทรุด-พ.ค.ติดลบ 6

วันที่ : 10 มิถุนายน 2549
รายได้กรมที่ดินทรุด-พ.ค.ติดลบ 6%

                    นายพีรพล ไตรทศวิทย์ อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผย ""กรุงเทพธุรกิจ"" ถึงการจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมและภาษีจากที่ดินและกิจการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณปี 2549 พบว่ามียอดรายได้เพิ่มขึ้น แต่หลังจากนั้นมายอดรายได้รวมแต่ละเดือนเริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีรายได้กว่า 3,680 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนลดลง 6.25% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2548 ที่มีรายได้กว่า 3,925 ล้านบาท   ส่วนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา( ต.ค.48-พ.ค.49) กรมที่ดินมีรายได้รวมทั้งสิ้นกว่า 32,738 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดี่ยวกันของปีงบประมาณปี 2548 จะเห็นว่าปีนี้กรมที่ดินมีรายได้ลดลง 4.76% คิดเป็นมูลค่าที่ลดลงกว่า 1,559 ล้านบาท โดยในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณปี 2548 มียอดรายได้รวมทั้งสิ้นกว่า 31,178 ล้านบาท  ทั้งนี้ กรมที่ดิน มีเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปี 2549 คิดเป็นจำนวนเงิน 45,000 ล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2548 เกือบ 10%

 

                    อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่าจากรายได้ที่มีการจัดเก็บทั้งหมดนั้น จะมีเพียงการจัดเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 2% เท่านั้น ส่วนรายได้จากค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เป็นการจัดเก็บแทนกรมสรรพากร

 

                    จากประมาณการการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงนั้น สาเหตุหลักมีอยู่ 3 ประการ คือ 1.จากมาตรการของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันที่มีมาตรการกระตุ้นตลาดบ้านมือสอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน เหลือ 0.01% ลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% หรือการยกเว้นค่าอากรแสตมป์ 2.ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคจากปัจจัยลบ ทั้งการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยกู้ที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งปัจจัยต่างๆ นี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน และ 3. ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดิน รวมถึงการชะลอขึ้นโครงการจัดสรรใหม่ ฯลฯ

 

                    ออกกฎเหล็กซื้อที่ดินผ่านนอมินี อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวถึงกรณีนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่จะลงทุนในเขตเมืองหลวงหรือย่านใจกลางธุรกิจ (ซีบีดี) ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น หัวหิน ภูเก็ต และ สมุย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผู้ร้องเรียนมายังสำนักงานที่ดินว่ามีการถือครองที่ดินหรือทรัพย์สินของชาวต่างชาติร่วมกับคนไทยหรือจ้างคนไทยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือถือหุ้นผ่านตัวแทน หรือ นอมินีนั้นปัญหาดังกล่าว กรมที่ดิน ต้องนำข้อร้องเรียนที่ได้รับรายงานจากสำนักงานที่ดินสาขาเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อหาทางป้องกัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศ เรื่อง การได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวถือหุ้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์แก่คนต่างด้าวตามมาตรา 74 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

                    โดยประกาศฉบับนี้ได้วางแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมว่า กรณีบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจที่ดิน หากปรากฏว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้น หรือเป็นกรรมการ หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าให้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนถึงรายได้ของผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยทุกคน โดยสอบสวนว่ามีอาชีพใด รายได้เดือนละเท่าใด ซึ่งต้องแสดงหลักฐานด้วย หากกู้ยืมเงินผู้อื่นมาซื้อก็ให้ส่งหลักฐานการกู้ยืมเงิน เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันปัญหาการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และป้องกันการฟอกเงิน ส่วนที่ว่าจะช่วยสกัดได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องยากที่จะระบุชัด แต่อย่างไรก็ดี กรมที่ดินพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลช่วยสกัดหรือร่วมป้องกันปัญหาที่จะเกิด

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ