Loading

แม่โขง-ล้านช้าง ร่วมพัฒนา เชื่อมศก.ทางบก-ทะเล

วันที่ : 25 กุมภาพันธ์ 2563
การเข้ามามีอิทธิพลของจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เป็นหนึ่ง ในยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพื่อคานอำนาจญี่ปุ่น ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยังเป็นจุดเชื่อมโยง รับกับนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ (บีอาร์ไอ) มุ่งส่งเสริมเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
    นันทิดา พวงทอง

    การเข้ามามีอิทธิพลของจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เป็นหนึ่ง ในยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพื่อคานอำนาจญี่ปุ่น ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยังเป็นจุดเชื่อมโยง รับกับนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ (บีอาร์ไอ) มุ่งส่งเสริมเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

    ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 5 ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งมีรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 6 ประเทศสมาชิกเข้าร่วมประกอบด้วยกัมพูชา  ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน ร่วมทบทวนการดำเนินงานในรอบ 1 ปี ตามแผนปฏิบัติการแม่โขง-ล้านช้างระยะ 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2561-2565 และเตรียมจัดการประชุมสุดยอดความร่วมมือ แม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 25-26 มี.ค. 2563 เพื่อประกาศแผนใหม่ๆ  ภายใต้กรอบความร่วมมือที่ดำเนินมากว่าครึ่งทศวรรษ

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ การผลักดันไปสู่เป้าหมาย การพัฒนา "เขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมทางบก

    กับทางทะแลแห่งใหม่" โดยหวังจะขยายร่วมมือระเบียบการค้าในพื้นที่ทางตะวันตก ของจีนกับภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง

    หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และพร้อม ร่วมมือกับประเทศสมาชิก สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมทางบก-ทางทะเลแห่งใหม่ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภายในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะตอนนี้กำลัง เข้าสู่ช่วงการพัฒนาที่รวดเร็ว จึงจำเป็น ต้องเร่งดำเนินการตามข้อริเริ่มต่างๆ  ที่กำหนดไว้แล้วให้ไปสู่ทิศทางที่ชัดเจน  และเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    "นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ได้มีการขยายความร่วมมือ อย่างต่อเนื่อง และเกิดแรงขับเคลื่อน ภายในที่เข้มแข็ง ทั้งการปลุกจิตสำนึกแม่โขง-ล้านช้างที่หยั่งลึกลงในหัวใจ ของประชาชนที่อยู่อาศัยตลอดเส้นทาง แม่น้ำสายนี้ ในการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก" หวังอี้ กล่าวย้ำ

    ด้าน สะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวว่า การพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมทางบกกับ ทางทะแลแห่งใหม่ เป็นการขยายลู่ทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค แม่โขง-ล้านช้าง ไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งจะมีประชากรอาศัยใน พื้นที่กว่า 900 ล้านคนได้ประโยชน์ โดย ข้อเสนอดังกล่าวจำเป็นต้องต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบโดยเฉพาะสิทธิพิเศษระหว่างกัน

    ขณะนี้ อยู่ระหว่างจัดทำระเบียบว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจแม่โขง- ล้านช้าง ครอบคลุมตั้งแต่ความร่วมมือ พัฒนาทรัพยากรน้ำ เกษตรแนวใหม่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจดิจิทัล ศุลกากร และโครงการระดับเยาวชน โดยมุ่งผลักดันการเชื่อมต่อระเบียง เศรษฐกิจในอนุภูมิภาคให้เข้ากับระเบียงเศรษฐกิจของจีน ทั้งกรอบทวิภาคีและ อนุภูมิภาคแม่โขง ตั้งแต่แนวระเบียง เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจจีน-อินโดจีน

    ทั้งนี้ คาดว่า จะทำให้การค้าเติบโต อย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันมีมูลค่าการค้าแม่โขง-ล้านช้าง อยู่ที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์  ขยายตัวขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 11%

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะภาคการเกษตรการ บริหารจัดการน้ำปัญหาภัยแล้ง ซึ่ง ที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันและจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำ ระหว่างจีนกับลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้เกิด ความตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งร่วมกัน

    อย่างไรก็ตาม จีนยังแสดงท่าทีเห็นพ้อง ร่วมกับไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม และลาว ในความร่วมมือเผชิญกับสิ่งท้าทาย และความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยทุกประเทศต้องแบ่งปันโอกาสการพัฒนาและรับผิดชอบร่วมกัน