Loading

อสังหาฯทรุดหนักลบ7%

วันที่ : 18 กันยายน 2562
นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และการรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการในวาระครบ 15 ปี ของการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ว่า ภาพรวมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 7%
          'คอนโดฯ-บ้าน'ค้างสต๊อก แอลทีวีบาทแข็งกระหน่ำ

          นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และการรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการในวาระครบ 15 ปี ของการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ว่า ภาพรวมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 7% ลดจากปีก่อน 363,000 หน่วย เหลือ 335,000 หน่วย และมีมูลค่าการซื้อขายติดลบ 2.7% หรือจากปีก่อน 839,000 ล้านบาท เหลือ 817,000 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 22,000 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ยอดโอนที่หายไปส่วนใหญ่มาจากตลาดคอนโดฯ ที่ปีนี้จะติดลบ 14% ขณะที่ตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์จะติดลบแค่ 4% สาเหตุส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้านจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาซื้อคอนโดฯ น้อยลงหลังจากจีนประสบปัญหาเศรษฐกิจ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าสุดในภูมิภาค

          "สิ่งสำคัญที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอลงเป็นผลจากผล กระทบจากมาตรการธปท.และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมมียอดค้างสต๊อกมากถึง 60,000 หน่วย ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และสร้างแล้วเสร็จเชื่อว่าสถานการณ์นี้ยังไม่น่ากลัวว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวขึ้นโครงการใหม่ ๆ ขณะเดียวกันยอดการซื้อขายคอนโดฯจริงก็มียอดใกล้เคียงกับปี 60 ซึ่งไม่ได้ตกลงจนน่ากลัว อีกทั้งราคาซื้อขายคอนโดฯ ก็ยังทรงตัวไม่ได้ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบ"

          สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีแรก ภาคอสังหาริมทรัพย์ติดลบ 5% โดยช่วง 3 เดือนแรก ภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวมากกว่า 10% เป็นผลจากผู้ประกอบการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ หรือทำสัญญา เพื่อหนีมาตรการธปท.แต่หลังจากมาตรการมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ก็ทำให้ไตรมาส 2 ติดลบมากกว่า 10% ขณะที่ครึ่งปีหลังก็คาดว่าจะติดลบเช่นกันหากรัฐไม่มีมาตรการกระตุ้นอะไรออกมา

          นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ภาคอสังหา ริมทรัพย์ที่ชะลอตัวในวันนี้ ยังห่างไกลจากช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 40 ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลใจไป เพราะขณะนั้นสาเหตุมาจากการขยายตัวของอุปสงค์เทียมในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมากกว่าความต้องการและกำลังซื้อของประชาชนถึง 2-3 เท่า จนเกิดการซื้อขาย เก็งกำไรระยะสั้น ประกอบกับมีการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชน ปล่อยสินเชื่อเยอะ และกลายเป็นหนี้เสีย

          "วิกฤติครั้งนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะไทยไม่มีระบบฐานข้อมูลในการประเมินความต้องการที่แท้จริงในตลาด จึงเป็นบทเรียนสำคัญของไทย ซึ่งการจัดศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์จะช่วยเหลือได้ โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลในระบบแบบบิ๊กดาต้า นำมาวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และพยากรณ์ทิศทางตลาดในอนาคต"
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ