Loading

แอสเซทไฟว์ รุกโลว์ไรส์-แนวราบพลิกแผนลดเสี่ยงเศรษฐกิจทรุด

วันที่ : 24 กันยายน 2562
แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของ"โชคชัย ปัญจทรัพย์"ผู้บุกเบิกอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ในเมืองไทย ทำโครงการบ้านจัดสรร "ปัญจทรัพย์" ในยุคเบบี้บูม จากวันนั้นถึงวันนี้ "ศุภโชค" ดีเวลลอปเปอร์รุ่นหลานได้เข้ามารับไม้ต่อ โดยทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ มา 7 ปี เ
            บุษกร ภู่แส
            กรุงเทพธุรกิจ
            ซัพพลายแนวราบกลับมามีบทบาทในตลาดอสังหาฯต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และมาตรการคุมเข้มสินเชื่ออสังหาฯ ทำให้นักพัฒนาอสังหาฯหันไปเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อ
            แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของ"โชคชัย ปัญจทรัพย์"ผู้บุกเบิกอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ในเมืองไทย ทำโครงการบ้านจัดสรร "ปัญจทรัพย์" ในยุคเบบี้บูม จากวันนั้นถึงวันนี้ "ศุภโชค"  ดีเวลลอปเปอร์รุ่นหลานได้เข้ามารับไม้ต่อ โดยทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ มา 7 ปี เริ่มจากโครงการบ้านหรูภายใต้แบรนด์ วนา เรสซิเดนซ์ ระดับราคา 20-40 ล้านบาทย่านกรุงเทพกรีฑา ตัดใหม่ ล่าสุดยังร่วมทุนพัฒนาโครงการ ต้นสน วัน เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี ราคาเริ่มต้น 20-170 ล้านบาท
            ศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ในปีหน้าบริษัทต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจเน้นจับกลุ่มความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ที่มีกำลังซื้อทั้งแนวสูง และแนวราบ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยการจะทำคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ในโซนรถไฟฟ้าเส้นสีเขียวและสีเหลือง ซึ่งอยู่ระหว่างการหาซื้อที่ดิน เนื่องจากการทำคอนโดโลว์ไรส์ จะรับรู้รายได้เร็วกว่าไฮไรส์ เช่นเดียวกันการทำบ้าน ทำให้ความเสี่ยงลดลง
            โดยในส่วนของโครงการแนวราบในกรุงเทพฯ นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม บนพื้นที่16 ไร่ ใกล้กับโครงการวนา เรสซิเดนซ์  ย่านกรุงเทพกรีฑา ตัดใหม่ ถ้าเป็นโครงการบ้านเดี่ยวมีจำนวน 50 ยูนิตหลัง แต่ถ้าเป็นทาว์นโฮม จะมีจำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 3 ปี 2563
            โดยเขาเห็นว่า ซัพพลายแนวราบกลับมามีบทบาทในตลาดอสังหาฯอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะเติบโต มากขึ้น เพราะผลกระทบ จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง และมาตรการคุมเข้มสินเชื่ออสังหาฯ (แอลทีวี) โดยเฉพาะ กลุ่มกลาง-ล่างในกรุงเทพฯ ส่งผลให้นักพัฒนาอสังหาฯต้องหันไปเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มี กำลังซื้อมากขึ้น
            "ปีหน้าคงหนีไม่พ้นการทำตลาด แนวราบ เพื่อจับกลุ่มเรียลดีมานด์ คนซื้อ เพื่ออยู่ไม่ได้ซื้อเพื่อลงทุนหรือปล่อยเช่า และที่แน่ๆ ไม่ทำคอนโดไฮไรส์ จะทำ คอนโดโลว์ไรส์แทน ข้อดีโลว์ไรส์ สำหรับกลุ่มลูกค้าคือมีความเป็นส่วนตัว เพราะยูนิต ไม่เยอะ แต่อาจมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าคอนโดไฮไรส์"
ในส่วนของตลาดต่างจังหวัด บริษัทมีที่ดินเปล่า 100 ไร่ จ.อุดรธานี ตั้งอยู่ เส้นรอบในวงแหวนในเมืองเหมือนย่าน ถนนศรีนครินทร์ ที่มีการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นทำเลใหม่ที่ได้รับความสนใจ ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจโดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดภายใต้แบรนด์รชยา 3 มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาทและ อีกโครงการรชยา นาดี มูลค่าโครงการ 250 ล้านบาท จำนวน 80 ยูนิต จะเป็น บ้านแฝดราคา 2.59 ล้านบาท
            ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างบ้านตัวอย่างและกำลังจะเปิดขายเดือน พ.ย.นี้ คาดว่าจะเวลา 1 ปีสามารถปิดโครงการ ซึ่งโครงการนี้ใช้ระบบ พรีคาสท์(Precast) หรือแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป แทนผนังก่ออิฐ ฉาบปูนทำให้ระยะเวลา ในการก่อสร้างเร็วขึ้นจาก 5-6 เดือน เหลือไม่เกิน 4 เดือนเสร็จที่พัฒนาพร้อมกัน แต่คนละพื้นที่ ในระดับราคาตั้งแต่ 2-5 ล้านบาท ในแง่ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น 15% แต่ระยะ เวลาเร็วกว่าครึ่งหนึ่ง ดีกับผู้ประกอบที่ไม่ได้ เตรียมสต็อกบ้านพร้อมอยู่ แต่จะลดต้นทุนดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นโปรเจคแรก ที่บริษัทนำระบบนี้เข้ามาใช้ในการก่อสร้าง  ส่วนในตลาดต่างจังหวัดบริษัทตั้งเป้า ที่รุกเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดแนวราบทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาว์นโฮมในโซนอีสานเหนือ เริ่มจากจ.อุดรธานี อุบลฯ ขอนแก่น และขยาย ไปจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งตลาดจังหวัดละ 10% จากแผนธุรกิจดังกล่าว คาดว่า ยอดขายที่รอรับรู้รายได้จาก(Backlog) ในปีหน้าประมาณ 2,000 ล้านบาทหรือ มีอัตราเติบโต 30-40% จากปีนี้คาดว่า จะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท
            "จุดแข็งเราคือการอ่านตลาดขาด และหาช่องว่างที่พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เนื่องจากเป็นบูติค ดีเวลลอปเปอร์ที่ไม่ได้จับทุกเซ็กเมนท์เราจับตลาดที่มีดีมานด์ และกำลังซื้อ ขณะนี้ โครงการในกรุงเทพฯจะเป็นตลาดบน ส่วนต่างจังหวัดจะเป็นตลาดกลาง-ล่าง เพราะกำลังซื้อต่างจังหวัดในกลุ่มนี้ยังดีอยู่ถ้าเทียบกับในกรุงเทพฯ "
            ทั้งนี้ จากข้อมูลของฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส ยังระบุว่า ตลาดคอนโดลักชัวรีระดับราคาต่อตร.ม .2.5 แสนบาท ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ตอบแทนจากการลงทุนปล่อยเช่า 4.5-5% และอัตราการปรับราคาจากการขาย เฉลี่ย 5.5-6.5% ต่อปี ให้ผลตอบแทน 10% โดยในโซนรถไฟฟ้าที่มีมีอัตราการขายสูง 76% เนื่องจากเป็นทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สภาพแวดล้อมดีสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ ที่ต้องการซื้อเพื่อ อยู่อาศัยและลงทุนรวมถึงกลุ่มตลาดบ้านหรู ที่ยังมีอัตราเติบโตจากความต้องการต่อเนื่อง ในกลุ่มลูกค้าเซ็กเมนท์บน ไม่ได้รับผลกระทบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและ มาตรการแอลทีวี
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ