Loading

GOLD ชี้รายได้อสังหาฯปีนี้โต11% เล็งเปิด 19 โครงการ มูลค่ารวม 2.5 หมื่นล้าน

วันที่ : 17 กุมภาพันธ์ 2563
“GOLD” วางเป้าปี 63 รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปี 62 เตรียมเปิดใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 2.5 หมื่นล้านบาท ชูกลยุทธ์จับกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง
          “GOLD” วางเป้าปี 63 รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปี 62 เตรียมเปิดใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 2.5 หมื่นล้านบาท ชูกลยุทธ์จับกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง

          นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD เปิดเผยว่า ในปี 2563 (ม.ค.-ธ.ค. 2563) บริษัทตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% จากปี 2562 ที่รับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 15,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากโครงการแนวราบในปี 2563 แบ่งเป็น จากสินค้าประเภททาวน์โฮม จำนวน 8,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 52% ของรายได้รวม, จากสินค้าประเภทบ้านเดี่ยว จำนวน 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้รวม, จากสินค้าประเภทนีโอ โฮม หรือบ้านแฝด จำนวน 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 17% ของรายได้รวม และเป็นรายได้จากต่างจังหวัด จำนวน 2,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้รวม ส่วนอีก 2,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากอื่น ๆ เช่น ค่าเช่า เป็นต้น

          ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 (ไตรมาส 2/2562-2563) บริษัทตั้งเป้าหมายยอดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2563 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือแล้วมูลค่ารวมกว่า 4,600 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 (ไตรมาส 2/2562-2563) ประมาณ 3,700 ล้านบาท นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทยังมีสินค้าพร้อมขาย (สต๊อก) ในมือมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท ที่จะหนุนการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง

          ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presale) ในปี 2563 (ม.ค.-ธ.ค. 2563) อยู่ที่ 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มียอดขายรวม 32,567 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 1/2563 (ม.ค.-มี.ค. 2563) จะมียอดขาย 8,700 ล้านบาท, ไตรมาส 2/2563 (เม.ย.-มิ.ย. 2563) จะมียอดขาย 7,500 ล้านบาท, ไตรมาส 3/2563 (ก.ค.-ก.ย. 2563) จะมียอดขาย 8,000 ล้านบาท และไตรมาส 4/2563 (ต.ค.-ธ.ค. 2563) จะมียอดขาย 8,800 ล้านบาท

          โดยในปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดขายโครงการใหม่รวมจำนวน 19 โครงการ มูลค่าโครงการ 25,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 22 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 30,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังทรงตัว และผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อ (LTV) ที่ยังส่งผลต่อลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 3 มาตรการเข้มงวดเรื่อง DSR (Debt Service Ratio) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือน  ซึ่งทำให้ลูกค้ากู้ได้ยากขึ้น ขณะที่หนี้สินครัวเรือนยังสูงอยู่ และค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ลูกค้าต่างชาติชะลอการตัดสินใจซื้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 ยังมีปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มทรงตัวและลดลง และแรงงานทางธุรกิจที่ยังมีอยู่มาก

          สำหรับโครงการใหม่ในปี 2563 แบ่งเป็น โครงการทาวน์โฮม จำนวน 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท, โครงการ นีโอ โฮม จำนวน  6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8,500 ล้านบาท เป็นโครงการต่างจังหวัด จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,500 ล้านบาท และโครงการบ้านเดี่ยว (Big Home) จำนวน 1 โครงการ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดขายโครงการโกลเด้น ทาวน์ เฉลิมพระเกียรติ-สวนหลวงฯ มูลค่าโครงการกว่า 500 ล้านบาท ไปแล้ว โดยมียอดขายเกินเป้าหมายสามารถปิดการขาย (SOLD OUT) ทั้งโครงการ

          นอกจากนี้ ในปี 2563 บริษัทตั้งงบลงทุนซื้อที่ดินไว้ 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อที่ดิน จำนวน 17 แปลง เป็นที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 1 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 2 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการทาวน์โฮม จำนวน 7 โครงการ, ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการบ้านแฝด จำนวน 5 โครงการ และที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการ จำนวน 2 โครงการ

          ด้านกลยุทธ์หลักในการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทจะเน้นดำเนินการในรูปแบบ Classic Model คือ จับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น Real Demand เป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง โดยวางระดับราคาสินค้าแต่ละประเภทให้เหมาะกับกำลังซื้อ เช่น กลุ่มทาวน์โฮม ระดับราคาขายจะอยู่ที่ 2-5 ล้านบาทต่อยูนิต, กลุ่มบ้านแฝด ระดับราคาขายจะอยู่ที่ 5-8 ล้านบาทต่อยูนิต, กลุ่มบ้านเดี่ยว ระดับราคาขายจะอยู่ที่ 8-15 ล้านบาทต่อยูนิต นอกจากนี้ ยังต้องบริหารงานก่อสร้างให้สอดคล้องกับสถานะขายและการโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารให้ลดลง 3% โดยการเลือกใช้วัสดุที่ควบคุมต้นทุนได้ หรือสินค้าที่มีแนวโน้มราคาที่ลดลง เช่น สุขภัณฑ์ หรือค่าถมดิน เป็นต้น

          นายแสนผิน กล่าวอีกว่า ในปี 2563 บริษัทวางแผนในการขยายตลาดประเภทคอนโดมิเนียม ซึ่งมองว่าลูกค้าในกลุ่ม Real Demand ยังมีอยู่ เป็นกลุ่มคนทำงานในเมืองที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหารถติด โดยบริษัทมีแผนจะลงทุนในโครงการพร้อมขายแล้วนำมาพัฒนาต่อ เพื่อรับรู้รายได้ได้ทันที ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโครงการ เบื้องต้นบริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในครึ่งปีหลังปี 2563 (ก.ค.-ธ.ค. 2563) และคาดสัดส่วนรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมจะอยู่ที่ระดับ 10-20% ภายในปี 2565-2566

          ส่วนความคืบหน้าบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT จะทำคำเสนอซื้อหุ้นของ GOLD จากผู้ถือหุ้นรายย่อยในส่วนที่เหลืออีก 5% นั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการประเมินราคา ซึ่งหลังบริษัทจ่ายเงินปันผลจะมีการพิจารณาราคาเสนอซื้อหุ้นในส่วนที่เหลือในราคาที่มีความเหมาะสม คาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนมิถุนายน 2563 โดยปัจจุบันการดำเนินงานต่าง ๆ ของ GOLD ยังมีความเป็นอิสระจากการบริหารภายใต้ FPT และแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ยังคงเป็นเงินทุนของบริษัทเอง ทั้งจากกระแสเงินสด, เงินกู้ยืมสถาบันการเงิน, และการออกหุ้นกู้ โดยที่ปี 2563 บริษัทคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดอายุในปี 2563 ด้วย