Loading

กม.ภาษีที่ดินต้อนแลนด์ลอร์ดเข้ามุม ดีเวลอปเปอร์สบช่องชวนร่วมทุนพัฒนาโครงการ

วันที่ : 18 มีนาคม 2563
ดีเวลอปเปอร์ สบช่องกม.ภาษีที่ดิน ผุดโครงการอสังหาริมทรัพย์
          สำแดงฤทธิ์ แลนด์ลอร์ด ที่ดินเปล่า-ตึกร้างแห่ร่วมทุนพัฒนาโครงการหนีภาษีที่ดิน "ออริจิ้น" ออกตัวแรงประกาศกลยุทธ์ open platform วาดแผนเติบโตทศวรรษที่ 2 พร้อมร่วมทุนพัฒนาทั้งคอนโดฯโรงแรม-มิกซ์ยูส เผยเศรษฐีที่ดินขน 10-20 แปลงให้เลือก "อัลติจูด ดีเวลอปเม้นท์" คว้าดีลร่วมทุนแล้ว 3 โครงการ 4.6 พันล้าน "ไซมิส แอสเสท" ซุ่มคุยเจ้าของที่ 17 ไร่ ผุดคอนโดฯ ไฮไรส์เติมเต็มมิกซ์ยูสโปรเจ็กต์

          นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2563 ออริจิ้นก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 มีแผน ธุรกิจภายใต้ธีมเป็นทศวรรษแห่งการปฏิรูป-The Decade of Transformation ด้วยการแตก 6 บริษัทลูก ลงทุนใน 6 กิจการด้วยกัน

          ประกอบด้วย 1.บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด เจาะตลาดสมาร์ท คอนโดฯ ภายใต้แบรนด์หลัก "ดิ ออริจิ้น" 2.บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด พัฒนาคอนโดฯระดับลักเซอรี่ ภายใต้แบรนด์ "ไนท์บริดจ์-พาร์ค ออริจิ้น" ราคา 1.5-2.5 แสนบาท/ตารางเมตร

          3.บริษัท บริทาเนีย จำกัด ดำเนินธุรกิจโครงการแนวราบ แบรนด์บริทาเนีย เป็น very growth engine วางแผนเปิดตัวใหม่ 12,000 ล้านบาทในปีนี้ บนทำเลการแข่งขันน้อยและเซ็กเมนต์ที่แตกต่าง ล่าสุดประสบความสำเร็จในการเจาะทำเลบลูโอเชี่ยน เช่น บางปะกง บางบ่อ 4.บริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด พัฒนาโครงการในโซน EECระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)

          5.บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ลงทุนพอร์ตรายได้ประจำ-recurring income ทั้งโรงแรม ค้าปลีก ออฟฟิศบิลดิ้ง โดยเปิดบริการที่ทองหล่อกับศรีราชาแล้ว และ 6.บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ ธุรกิจดาวรุ่งในกลุ่ม แทบไม่ใช้ทุนเพราะเป็นธุรกิจรายได้ประจำจากการให้บริการ service recurring income ปัจจุบันดูแล 52 โครงการ ทั้งในและนอกเครือออริจิ้น จำนวน 20,000 ครอบครัว

          ออริจิ้น : อยากโตต้องร่วมทุน

          โมเดลธุรกิจในปี 2563 เป็นต้นไป เน้นกลยุทธ์สร้างการเติบโต "Open for Growth, Open Platform" เปิดรับพันธมิตรธุรกิจรอบด้าน เพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจซึ่งกันและกัน ทั้งความร่วมมือในธุรกิจเดียวกันและความร่วมมือข้ามธุรกิจ โดยอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่หลากหลายสัญชาติ อาทิ ร่วมทุน หรือ JV-joint venture, ร่วมทุนกับเจ้าของที่ดิน-land owner, ผู้พัฒนาเทคโนโลยีพร็อพเพอร์ตี้ เทค-service & property tech, กลุ่มซัพพลายเออร์ในวงการอสังหาฯ

          "ปี 2562 เราฝ่าวิกฤต LTV ปี 2563 เราอยู่กับวิกฤตโควิด-19 โดยผลประกอบการปี 2562 เปิดตัว 20 โครงการ 24,200 ล้านบาท ส่งมอบได้ 12,279 ล้านบาท ทำนิวไฮยอดพรีเซล 28,942 ล้านบาท คอนโดมิเนียมทำได้ 25,822 ล้านบาท เป็นแชมป์ยอดขายคอนโดฯ 2 ปีซ้อน และบ้านจัดสรรอีก 3,120 ล้านบาท ตั้งแต่เราเริ่มเข้าตลาด มองเห็น growth vision ของตัวเอง ปรับตัวตลอดเวลา วันนี้ไม่ได้ผูกความสำเร็จกับตัวคนเดียว แต่กระจายความเสี่ยงการลงทุน" นายพีระพงศ์กล่าว

          ดีลชุก 10-20 แปลง

          สำหรับกลยุทธ์ open platform ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดดีลเจรจากับเจ้าของที่ดิน หรือแลนด์ลอร์ดที่สนใจนำที่ดินมาร่วมลงทุน ในฐานะที่ดินเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาโครงการ แทนที่จะขายยังมีทางเลือกในการร่วมลงทุน

          ซึ่งแนวคิดในการเปิดพันธมิตรเจ้าของที่ดินมาจากการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือ Property Tax ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ทำให้เจ้าของที่ดินมีภาระในการจ่ายภาษี รายปี โดยเฉพาะประเภทที่ดินเปล่ามีอัตราจัดเก็บแพงสุด การขายทิ้งหรือหยิบที่ดินมาทำประโยชน์จึงเป็นทางเลือกในการตัดสินใจ ล่าสุดออริจิ้นมีดีลเจรจา 10-20 แปลง แต่เนื่องจากต้องศึกษาลงรายละเอียดจึงคาดว่าจะสามารถประกาศ ดีลแรกได้ในช่วงปลายปี 2563 นี้

          "ผมพูดเสมอในเรื่องของการเข้ามาเป็นพันธมิตรลงทุนโรงแรม บ้านจัดสรร ใครมีที่ดินทำเลดี ๆ ตอนนี้กำลังจะมีภาระจาก tax property สิ่งที่ทำได้เราจะมาช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายภาษีในการถือครองที่ดิน เราจะร่วมพัฒนาร่วมหุ้นร่วมแก้ปัญหาให้กับแลนด์ลอร์ดต่าง ๆ เขามีที่ดินแต่พัฒนาโครงการไม่เป็นก็มาคุยกันได้เพราะทีมเราเก่งเรื่องการพัฒนาโครงการ และจะเป็นเป้าหมายใหญ่ในแผนทศวรรษที่ 2 ของออริจิ้น"

          อัลติจูดคว้าแล้ว 3 โครงการ

          นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ "ALTITUDE" เปิดเผยว่า แผนธุรกิจปี 2563 เน้นย้ำกลยุทธ์การเติบโตด้วยธุรกิจร่วมทุนและรับจัดการและพัฒนาสินทรัพย์ (turnkey asset development) ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยโครงการร่วมทุนและร่วมค้า รองรับภาวะเศรษฐกิจช่วงขาลง

          โมเดลธุรกิจคือร่วมกับเจ้าของทรัพย์สินทั้งประเภท 1.ที่ดินเปล่า 2.สิ่งปลูกสร้างหรืออาคาร ซึ่งปัจจุบันไม่ก่อเกิดรายได้หรือทำรายได้น้อยไม่คุ้มกับมูลค่าปัจจุบัน ในขณะที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม หรือไม่ต้องการสร้างภาระหนี้ผูกพันใด ๆ 3.ผู้ที่มีเงินทุนสะสมจากการดำเนินธุรกิจ และมองหาโอกาสลงทุนให้ผลตอบแทนได้ไม่น้อยกว่าเดิม เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ

          โดยอัลติจูดใช้โมเดลนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2561 ปัจจุบันมีโครงการร่วมลงทุนแล้ว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท และกิจการร่วมค้า 2 โครงการ รวม 800 ล้านบาท ประกอบด้วยกลุ่มครีด กรุ๊ป (Creed Group) จากญี่ปุ่น, บริษัทในเครือบิวตี้ เจมส์ (Beauty Gem) และทีคิวเอ็ม (TQM) และบริษัทในเครือออโรร่า เป็นต้น

          ไซมิสฯเล็งบางนา 17 ไร่

          นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการปี 2562 มีรายได้รวม 3,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 1,916 ล้านบาท บริษัทประสบความสำเร็จในการสร้างอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 47% ต่อเนื่อง มีผลกำไร 629 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2561 ซึ่งมีผลกำไร 177 ล้านบาท สัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจขาย 95% และธุรกิจปล่อยเช่า 5%

          ปัจจุบัน ไซมิส แอสเสท มีพอร์ตที่อยู่อาศัย 20 โครงการ มูลค่ารวม 45,945 ล้านบาท เป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน 7 โครงการ มูลค่า 13,490 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพัฒนา 6 โครงการ มูลค่า 26,970 ล้านบาท

          แผนธุรกิจปี 2563 ไซมิส แอสเสท ต้องการขยายพอร์ตรายได้ประจำเพิ่มเป็น 10% ภายใน 5 ปี (2563-2567) ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ลงทุนรีโนเวตห้องชุดปัจจุบันให้เป็นรูปแบบ branded residence เพื่อเป็นทางเลือกในการซื้อห้องชุดเพื่อลงทุนปล่อยเช่า เช่น Simese Rama 9, Simese Sukumvit 48, Simese Sukhumvit 87 เป็นต้น เบื้องต้นร่วมกับกลุ่มโรงแรม Wyndham บริหารนิติบุคคลโครงการ Blossom สาทร-เจริญราษฎร์ ในอนาคตสนใจร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับเชนโรงแรมแมนดาริน หรือไฮแอท

          2.เพิ่มพอร์ตร้านค้าเชิงพาณิชย์ในแต่ละโครงการ รองรับเทรนด์ธุรกิจ cloud kitchen ที่มีผู้ประกอบการร้านอาหารมาเช่า 6-7 รายต่อสาขา และเตรียมขยาย cloud kitchen ให้ครบ 100 สาขาภายใน 3-5 ปี โดยทำเลที่ตั้งสาขาควรอยู่ในรัศมี 8 กิโลเมตร จากที่พักอาศัยหรือออฟฟิศ

          3.ซื้ออาคารเก่านำมาปรับปรุงเป็นโรงแรม หรือ branded residences ล่าสุดซื้อคอนโดฯ Above Sukhumvit 39 ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างนำมารีโนเวตใหม่เป็นโรงแรมขนาด 300 ห้อง

          สำหรับประเด็นการร่วมทุนพัฒนาโครงการกับเจ้าของที่ดิน ไซมิสฯมีเจ้าของที่ดินหลายรายแสดงความสนใจกับโมเดลธุรกิจนี้ อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการเจรจา อาทิ ทำเลถนนบางนา-ตราด ไซซ์ที่ดิน 17 ไร่ ทางเจ้าของที่ดินสนใจให้บริษัทเข้าไปพัฒนาคอนโดฯไฮไรส์

          "ผมคิดว่าทำเลบางนาราคาไม่ได้แพงและมีศักยภาพสูง เพราะกำลังจะมี การก่อสร้างรถไฟฟ้าซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย และเป็นถนน ที่วิ่งสู่อีอีซี นอกจากร่วมทุนกับเจ้าของที่ดินแล้ว ผมมองการลงทุนเองไว้อีก 2-3 แปลง เพื่อทำโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์"