Loading

GOLD เผยQ2รายได้3.5พันล้าน ปรับกลยุทธ์3ด้านรับมือโควิด-19

วันที่ : 16 เมษายน 2563
GOLD เผยไตรมาส 2 รายได้รวม 3.5 พันล้านบาท ปรับกลยุทธ์ 3 ด้าน รับมือโควิด-19 รุกขายออนไลน์ - ลดค่าเช่าโครงการเชิงพาณิชย์ และควบคุมค่าใช้จ่าย

          นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD เปิดเผยว่า ยอดรับรู้รายได้รวมในช่วงไตรมาส 2/2562-2563 (1 มกราคม–31 มีนาคม 2563) อยู่ที่จำนวน 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบ และรายได้จากค่าเช่า โดยรายได้รวมดังกล่าวลดลงจากไตรมาส 1/2562-2563     (1 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2562) ที่มีรายได้รวม 3,962.11 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานลดลง

          ขณะเดียวกันในช่วงที่เหลือของปี 2563 บริษัทปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.กลยุทธ์ด้านโครงการแนวราบ, 2.กลยุทธ์ด้านโครงการเชิงพาณิชย์ และ 3.กลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการ

          โดยกลยุทธ์ด้านโครงการแนวราบ บริษัทปรับรูปแบบการขายไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น อีกทั้งยังลดขั้นตอนเอกสาร และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าโดยไม่ต้องเข้ามาที่โครงการ สำหรับการก่อสร้างยังคงดำเนินการต่อ เนื่องจากบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) สะสม ที่ต้องทยอยส่งมอบตั้งแต่ปี 2562 ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้ามีความสนใจโครงการแนวราบมากขึ้น จากปริมาณลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาชมโครงการที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง และเป็นลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงเป็นหลัก

          ขณะที่กลยุทธ์ด้านโครงการเชิงพาณิชย์ สำหรับศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัทมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้เช่า โดยการไม่เก็บค่าเช่าและค่าส่วนกลาง ทั้ง 100% สำหรับร้านค้าที่ต้องปิดให้บริการตามคำสั่งภาครัฐ และลดค่าเช่า 50% สำหรับร้านค้าที่ยังเปิดให้บริการ นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือผู้เช่าส่วนอาคารสำนักงาน ทั้งอาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์, สาทรสแควร์, เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และมิตรทาวน์ออฟฟิศทาวเวอร์ที่ได้รับผลกระทบ

          ส่วนกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการ บริษัทได้ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม และจัดการกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการในขณะนี้ และมั่นใจได้ว่าบริษัทสามารถดำเนินธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ อีกทั้งการดูแลพนักงานไม่ให้ได้รับผลกระทบทางด้านการเงิน และการดูแลความปลอดภัยของพนักงานก็ถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

          นายธนพล กล่าวอีกว่า บริษัทยกระดับระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ด้วยนโยบายการทำงานจากบ้าน (Work from Home) ซึ่งบริษัทได้สนับสนุนด้านอุปกรณ์ และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ และยังกระตุ้นให้พนักงานฝึกอบรม เพื่อการพัฒนาตัวเองทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

          “ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการแนวราบ ทั้งทาวน์โฮม, นีโอโฮม และบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนระยะสั้น และโครงการเชิงพาณิชย์ ที่สร้างรายได้ประจำจากค่าเช่า ทั้งอาคารสำนักงาน และพื้นที่รีเทล เป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาว ส่งผลให้บริษัทมีความยืดหยุ่นของรายได้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจแทบทุกด้าน” นายธนพล กล่าว
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ