Loading

ปลุกชีพ บ้านล้านหลัง เพิ่มราคาไม่เกิน1.2ล. อสังหาฯผุดคอนโดฯชิงเค้ก รีเจ้นท์ฯ ปั๊ม 3 หมื่นยูนิต สานนโยบาย สมคิด

วันที่ : 18 มิถุนายน 2563
เพิ่มวงเงิน บ้านล้านหลัง ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท
          อสังหาริมทรัพย์

          โครงการ "บ้านล้านหลัง" หนึ่งในนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย และเป็นหนึ่งในมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการบ้านล้านหลัง และปล่อยสินเชื่อรายย่อย ให้กับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศ้ย ในกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท

          ล่าสุด นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข "โครงการบ้านล้านหลัง" กรณีลูกค้ารายย่อย โดยปรับเพิ่มราคาซื้อขายและวงเงินกู้ที่อยู่อาศัยเป็น ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท เพื่อให้เหมาะสม กับราคาซื้อขายของอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

          ทั้งนี้ โครงการบ้านล้านหลัง กำหนดกรอบวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับลูกค้ารายย่อย จำนวน 50,000 ล้านบาท กรณีลูกค้ากู้ 1.2 ล้านบาท จะผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงแค่ 4,500 บาท/เดือนเท่านั้น โดยโครงการมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 62-30 ธันวาคม 64

          "บ้านล้านหลัง" อืด! เจอพิษ ศก. โควิดซ้ำ!

          ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าโครงการ "บ้านล้านหลัง" ว่า นับตั้งแต่ให้มีการเปิดจองสิทธิ์ สินเชื่อตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2561 มีผู้จองสิทธิ์สูงถึง 127,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ทางรัฐบาลได้กำหนดกรอบ วงเงินรวมไว้ที่ 50,000 ล้านบาท และเมื่อจำแนกตามจำนวนผู้จองสิทธิเป็นรายภาค จะพบว่าในช่วงแรกของการเปิดรับคำขอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ จะมีสัดส่วนเท่ากัน ภูมิภาคละ 22% รองลงมาสัดส่วน เท่ากัน ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) และภาคเหนือ ภูมิภาคละ 16% และภาคตะวันออกอยู่ที่ 13%

          และหลังเปิดรับคำขอสินเชื่อจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2562 มียอดยื่นกู้ 19,983 ราย วงเงินกู้ 14,681.47 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า ยอดการอนุมัติลดลงมาอยู่ที่ 18,927 ราย วงเงินอนุมัติ 13,449.90 ล้านบาท และเมื่อต้องทำนิติกรรม ตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ 17,343 ราย ถูกคัดกรองหายไป 2,620 ราย ยอดวงเงินอนุมัติ 12,369.56 ล้านบาท ลด หายไป 2,312 ล้านบาทเมื่อไปเทียบกับ

          "โครงการบ้านล้านหลัง เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย มีที่อยู่อาศัย แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-19 กลุ่มลูกค้าระดับเงินเดือน 15,000 บาท อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องผลกระทบจากวิกฤตการ ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่พร้อม เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องรายได้และการทำงานในอนาคต สิ่งที่บริษัทอสังหาฯที่เข้าร่วมโครงการทำได้ คือ ดูแลลูกค้าไม่ให้มีภาระในช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการ โดยมีการหารือกับแบงก์ อย่าง ธอส.ให้ส่วนแรกของเงินดาวน์ ไปนับร่วมยอดในวันโอนซึ่ง ธอส.ก็พร้อมสนับสนุน" แหล่งข่าวกล่าว

          "รีเจ้นท์ โฮม" สานนโยบาย 'สมคิด'ผุด 3 หมื่นหน่วยปักหมุดโครงการในเมือง

          นายนิรัตน์ อยู่ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ ผู้พัฒนาโครงการรีเจ้นท์ โฮม ที่อยู่ในวงการพัฒนาคอนโดฯมาตลอดกว่า 20 ปี พัฒนาโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อยกล่าวกับ "ผู้จัดการรายวัน360" ว่า กำลังยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อพัฒนาโครงการใหญ่ รวม 50,000 หน่วย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ความสูงไม่เกิน 8 ชั้น เปิดเฉลี่ยปีละ 5,000 หน่วย หรือ 500 ยูนิตต่อโครงการกระจายทำเลออกไป และคอนโดมิเนียมสูง 30 ชั้น เปิดการขายภายในปี 2563 จำนวน 10,000 หน่วย ในปี 64 เปิดอีก 20,000 หน่วย ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินรองรับถึงปี 64 แล้ว และถ้าเงื่อนไขของ บีโอไอยังไปได้อยู่ เพราะตอนนี้ติดเรื่องสถานการณ์ การระบาดของโควิด-19 เราก็พร้อมที่จะลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดฯในปี 2565 เพิ่ม 20,000 หน่วย

          "ผมรับปากกับท่านรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะทำโครงการบ้านล้านหลัง ไม่น้อยกว่า 50,000 หน่วย ซึ่งนโยบายส่งเสริมผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัย ไม่ว่าใครเข้ามาเป็น รมต.ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธไม่ทำ ก็ต้องทำ รับไม้ต่อ เหมือน 30 บาทรักษาทุกโรค ตอนนี้ เราต้องช่วยๆกัน และคิดว่ารัฐบาลก็ต้องช่วยเรา จะว่า ไปแล้ว เราก็เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ และมีนโยบาย ที่จะช่วยเหลือสังคม ถ้ารัฐบาลไม่เอาด้วย ผมเชื่อว่า สมัยหน้า ก็คงไม่มีใครเลือกตั้งเข้ามา"

          สำหรับรูปแบบโครงการที่เข้าร่วม บ้านล้านหลัง ถ้าเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ ราคา 1 ล้านบาท ในพื้นที่ 28-30 ตารางเมตร (ตร.ม.) ต้นทุนที่ดินต้องไม่เกินเกณฑ์ 1 แสนบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) แต่ถ้าเป็นแนวสูง จะอยู่ที่ 1.2 ล้านบาท พื้นที่ 26-28 ตร.ม. ทั้งนี่จะต้องพิจารณาเรื่องของราคาที่ดิน ถ้าแปลงที่ได้มามีราคาแพง เช่น 2 แสนบาทต่อ ตรว.จะทำขนาดห้องชุด 26 ตร.ม. แต่ถ้าราคาที่ดินอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อ ตร.ว. จะสามารถทำขนาด 28 ตร.ม.ได้

          ในสถานการณ์ที่มีประเด็นเรื่องการเกิดโควิด-19 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาทั่วไป แล้วเราจะทำได้อย่างไร ซึ่งตลาดคอนโดฯแนวสูง ต้องใช้เวลากว่าถึงกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ย 3 ปี ดังนั้น โครงการที่เปิดตัวใน ปี 63 จะไปโอนกรรมสิทธิ์ในปี 66 ปี ถ้าเปิดโครงการ ปี 64 จะไปโอนในปี 67 ส่วนโครงการที่เปิดในปี 65 จะไปโอนในปี 68 ตัวโครงการที่จะเปิดในปีนี้  เช่น ในโซนบางนา 10,000 ยูนิต จะไปเริ่มโอนอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งในภาวะที่ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการคอนโดฯ ทำให้เราคาดว่า เมื่อถึงช่วงดังกล่าวตลาดน่าจะมีการดูดซัปพลายไปเกือบหมดแล้ว จากที่มีอยู่ในระบบ 1 แสนหน่วย

          สิ่งที่เรายังทำต่อในปีนี้ คือ 1. การยื่นขอรับสิทธิประโยชน์การทำบ้านบีโอไอให้ทัน จำนวน 30,000 หน่วย เพื่อจะได้เปิดขายโครงการได้ในปีนี้และปี 64 ส่วนของแผนปี 65  กำลังขอบีโอไอ และ ธอส.ขอขยายการส่งเสริมออกไป 1-2 ปี เพื่อให้โครงการมีเวลาทำได้ ผลิตโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อยออกสู่ตลาด คือ เราก็ยังมองว่า ถ้าขึ้นโครงการปีละ 20,000 หน่วย จำนวนดังกล่าวคิดเป็น 10-20% ของคอนโดฯในกรุงเทพฯ จะช่วยให้ช่วงนี้ เกิดการจ้างงานที่ดีขึ้น ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างสามารถ ขายสินค้าได้ ผลักดันให้เศรษฐกิจมีการหมุนรอบไป ค่อนข้างดี ซึ่งเราจะมีการหารือกับรัฐบาลถึงมาตรการกระตุ้นช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

          2. เหตุผลที่เราตัดสินใจทำต่อบ้านล้านหลัง ใน ภาวะแบบนี้ ต่อให้ผู้ประกอบการนำคอนโดฯมาขายลดราคา ก็ยังไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาทอยู่ดี หรือลดอย่างไร ก็เหลืออยู่ประมาณ 1.9 ล้านบาทต่อยูนิต ขณะที่ คอนโดฯราคาถูกระดับราคา 1.2 ล้านบาทยังไม่มีในตลาด ซึ่งคอนโดฯ แนวสูงของ รีเจนท์โฮม รัศมีไม่เกิน 500 เมตรจากสถานีหลักๆ ซึ่งราคาต่อตรว.ประมาณ 2 แสนบาท ยังพอหาได้ แต่หากเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท รัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร จากสถานีหลัก

          ปักหมุดใกล้สถานี 'บางนา-วุฒากาศ' ผุดบ้านคนจน

          โครงการที่จะเกิดขึ้นและเปิดขายในปี 63 มี จำนวน 8,000 หน่วย ได้แก่ โครงการบริเวณสี่แยกบางนา ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบางนา 400 เมตร (ติดกับโครงการไอดีโอ โอทู บางนา) เนื้อที่โครงการเกือบ 18 ไร่ จำนวน 4,000 หน่วย มูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4 ปี 63 และโครงการรัศมีไม่เกิน 300 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าวุฒากาศ จำนวน 4,000 หน่วย

          สำหรับแผนในปี 2564 พัฒนาโครงการใกล้สถานีรถไฟฟ้ากล้วยน้ำไท ถนนพระราม 4 บนเนื้อที่ 20 ไร่ จำนวน 8,000 หน่วย และยังมีอีกหลายทำเลในสถานีหลัก แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะมีผลต่อราคาที่ดิน เงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี

          "เสนาฯ" ดันโครงการ รองรับผู้มีรายได้น้อย

          ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยตามความเหมาะสม ทางบริษัทฯได้พัฒนาโครงการเพื่อรองรับกำลังซื้อ ปัจจุบันโครงการของเสนา ระดับราคาต่ำกว่าล้านในปีนี้เปิด 3 โครงการ คือ 1. เสนา คิทท์ เพชรเกษม-พุทธมณฑล สาย 7 มูลค่าโครงการ 192 ล้านบาท ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 31,520 บาทต่อ ตร.ม. หรือราคาเริ่ม 788,000 บาท 2. โครงการเสนา คิทท์ เทพารักษ์-บางบ่อ (อยู่ระหว่างการเปิดตัวโครงการ) และ 3. โครงการ เดอะ คิทท์ รังสิต-ติวานนท์ มูลค่าโครงการ 490 ล้านบาท ราคาเริ่ม 930,000 บาท ส่วนโครงการ อื่นๆ อีก 7 โครงการ ระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป

          ส่วนแผนการเปิดโครงการใหม่ ปี 2563 เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป เปิด 10 โครงการ มูลค่า 7,500 ล้านบาท ปัจจุบันเปิดไปแล้ว 3 โครงการ ประกอบ 1.The Kith รังสิต-ติวานนท์ 2.โครงการ เสนา คิทท์ พุทธมณฑล-สาย 7 (ราคา 788,000 บาท) และ 3. Niche Mono อิสรภาพ

          และครึ่งปีหลัง เปิดอีก 4 โครงการ ดังนี้ 1.เดอะ คิทท์ พลัส พหลโยธิน -คูคต (เฟส 2) 2. เสนา วิลเลจ รังสิต-ติวานนท์ 3. เสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ 4. เสนา คิทท์ เทพารักษ์-บางบ่อ (ตามแพลนเป็นตัวเดียวที่เข้าเงื่อนไข BOI) ส่วนอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย PITI สมเด็จเจ้าพระยา, Niche Pride บางโพ, New Project นั้น ทางบริษัทขอพิจารณาอีกครั้งตามความเหมาะสมและสภาพทางการตลาดหลังจากนี้