เศรษฐกิจ-กำลังซื้อชะลอทุบกำไร บิ๊กอสังหาฯวูบ!
วันที่ : 22 พฤษภาคม 2567
นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กำลังซื้อต่างชาติมีแนวโน้มที่ดีและเป็นกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างนำโครงการไปโรดโชว์ โดยเฉพาะจีน
"เปิดผลประกอบการอสังหาฯ ไตรมาสแรกปี 67 พบ 39 บริษัทอสังหาฯจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ รายได้ 71,094.20 ล้านบาท ลดลง -3.55% กำไรสุทธิ 5,462.47 ลดลง -37.20% เทียบช่วงเดียวกัน ปี 66 อนันดาฯ พลิกกำไร 482% ได้แรงหนุนลูกค้าต่างชาติ"
"ผลมาจากการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อทำให้ตลาดแทบเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา"
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ทยอยออกมาเป็นที่เรียบร้อย และพบว่าแต่ละค่ายมีผลกำไรสุทธิลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมากจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งมีผลพวงมาจากสถานการณ์โควิดที่สร้างบาดแผลลึกทิ้งไว้
โดยกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อใหญ่70-80% มีความอ่อนแอ ที่มีผลมาจากการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดกลุ่มนี้แทบเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับ ต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา ขณะความพยายามของภาคเอกชน ปรับแผนลดการผลิตกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภทนี้ลงและกระโจนหาบ่อน้ำใหม่ กลุ่มระดับบนลักชัวรี รวมถึงตลาดในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ แต่ในที่สุดเริ่มมีเสียงสะท้อนว่า กำลังเกิดซัพพลายที่สูง การปฏิเสธสินเชื่อลุกลาม เพราะเป็นกลุ่มขนาดเล็กแม้จะมีกำลังซื้อสูงแต่อาจไม่ซื้อซ้ำในทุกโอกาส และนี่คือความยากลำบากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่มองว่ายังไม่ใช่ยาแรงเป็นเพียงแค่การพยุงให้เดินต่อได้ ที่ผู้ประกอบการใช้ต่อยอดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพราะตราบใด สถาบันไม่ปล่อยกู้ เชื่อว่ามาตรการรัฐ แทบไม่ช่วยมากนัก ขณะการพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติ แม้จะเริ่มกลับมา แต่มองว่าไม่มากเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แต่ถือเป็นที่พึ่งใหญ่แทนกำลังซื้อไทยที่กำลังเปราะบาง
บริษัท วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด หรือ LWS บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บมจ.แอล. พี. เอ็น. ( LPN) สะท้อน ผลประกอบการ ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 39 ราย แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ มีมูลค่ารวมกัน 71,094.20 ล้านบาท ลดลง- 3.55% เมื่อเทียบกับรายได้รวม ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ มูลค่ารวม 73,712.77ล้านบาท ขณะกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 5,462.47 ล้านบาทลดลงมากถึง -37.20% เมื่อเทียบกำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปี2566 ที่มีมูลค่ารวม 8,699.16ล้านบาท
หากลงลึกในรายบริษัทพบว่า บมจ.แสนสิริ ที่ทำรายได้และกำไรท็อปฟอร์มมาอย่างต่อเนื่อง ยังคงรั้งอันดับหนึ่ง โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ กำไรสูงสุดที่ 1,314 .98 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา 1,581.79 ล้านบาท ลดลง-16.9% ตามด้วยพี่เบิ้ม บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ กำไร ที่1,231.02 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่ 1,353.99 ล้านบาท ลดลง-9.08%
เช่นเดียวกับบมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กำไร 1,008.33 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ 1,478.40 ล้านบาท ลดลง-31.80% ด้านศุภาลัยกำไรอยู่ที่ 613 .64 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่ 1,080.41 ล้านบาทลดลง -43.20% เป็นต้น
ที่สร้างเสียงฮือฮาคือ บมจ.อนันดาฯผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมในเมืองแนวรถไฟฟ้า ผลประกอบการ รอบนี้พลิกเป็นบวก ที่ 195.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ติดลบที่ 59.6 กำไรมากถึง 482% ที่แก้เกมจากการนำโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่จัดแคมเปญอย่างต่อเนื่อง และบุกไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ และได้กำลังซื้อในกลุ่มนี้กลับมา
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บมจ.อนันดาฯ ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กำลังซื้อต่างชาติมีแนวโน้มที่ดีและเป็นกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างนำโครงการไปโรดโชว์ โดยเฉพาะจีน เช่นเดียวกับอนันดาฯ ขณะเดียวกันสมาคมฯเตรียมเสนอขอขยายการถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของคนต่างด้าวจากไม่เกิน 49%เป็น69% ตามความสมัครใจ ช่วยขยายฐานกำลังซื้อของต่างชาติให้กว้างขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเฟืองจักรขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ รวมถึงการเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ยกเลิก LTV (Loan to Value Ratio) หรือ อัตราส่วนที่ธนาคารสามารถให้สินเชื่อได้ เมื่อเทียบกับราคาบ้านที่ซื้อเป็นการชั่วคราวออกไปก่อน 2 ปี หลังจากนั้นจึงใช้ LTV ควบคุมบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไปแทน
นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ ระบุว่า ช่วงไตรมาส1/2567 เป็นอีกช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาตลอดในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่เข้ามาเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของคนไทย แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอีกหลายรายยังคงมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรกในธุรกิจอสังหาฯ แต่หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในไตรมาส1/2567 แล้ว จะพบว่ามีเพียง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ถือเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท (10,170 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิมากเป็นอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 1,315 ล้านบาท ทิ้งห่างอันดับที่ 2 มากพอสมควร แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันในช่วงเดียวกันของปี ที่ผ่านมาพบว่าแสนสิริ กำไรลดลง
-16.9% โดยปีที่ผ่านมาสามารถทำกำไรได้ถึง 1,581.79ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ที่ผ่านมานั้น กำไรและรายได้ของผู้ประกอบการอสังหาฯอาจจะมากกว่าไตรมาสอื่นๆ ของปี 2566 เพราะมีมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% ซึ่งมีผลบังคับใช้และสิ้นสุด ณ สิ้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้ทันต่อมาตรการนี้ และกำไรในไตรมาส 1/2567 ของบริษัทผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดลงแบบชัดเจน เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะมาตรการอสังหาฯสิ้นสุดลงขาดแรงจูงใจส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์และทิศทางของรัฐบาลก่อน ทำให้กำไรในไตรมาส 1/2567 แบบรายบริษัทมีเพียง กลุ่มแสนสิริและพฤกษาเท่านั้นที่มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566
"ผลมาจากการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อทำให้ตลาดแทบเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา"
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ทยอยออกมาเป็นที่เรียบร้อย และพบว่าแต่ละค่ายมีผลกำไรสุทธิลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมากจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งมีผลพวงมาจากสถานการณ์โควิดที่สร้างบาดแผลลึกทิ้งไว้
โดยกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-ล่างซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อใหญ่70-80% มีความอ่อนแอ ที่มีผลมาจากการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดกลุ่มนี้แทบเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับ ต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา ขณะความพยายามของภาคเอกชน ปรับแผนลดการผลิตกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภทนี้ลงและกระโจนหาบ่อน้ำใหม่ กลุ่มระดับบนลักชัวรี รวมถึงตลาดในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ แต่ในที่สุดเริ่มมีเสียงสะท้อนว่า กำลังเกิดซัพพลายที่สูง การปฏิเสธสินเชื่อลุกลาม เพราะเป็นกลุ่มขนาดเล็กแม้จะมีกำลังซื้อสูงแต่อาจไม่ซื้อซ้ำในทุกโอกาส และนี่คือความยากลำบากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่มองว่ายังไม่ใช่ยาแรงเป็นเพียงแค่การพยุงให้เดินต่อได้ ที่ผู้ประกอบการใช้ต่อยอดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพราะตราบใด สถาบันไม่ปล่อยกู้ เชื่อว่ามาตรการรัฐ แทบไม่ช่วยมากนัก ขณะการพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติ แม้จะเริ่มกลับมา แต่มองว่าไม่มากเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แต่ถือเป็นที่พึ่งใหญ่แทนกำลังซื้อไทยที่กำลังเปราะบาง
บริษัท วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด หรือ LWS บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บมจ.แอล. พี. เอ็น. ( LPN) สะท้อน ผลประกอบการ ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 39 ราย แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ มีมูลค่ารวมกัน 71,094.20 ล้านบาท ลดลง- 3.55% เมื่อเทียบกับรายได้รวม ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ มูลค่ารวม 73,712.77ล้านบาท ขณะกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 5,462.47 ล้านบาทลดลงมากถึง -37.20% เมื่อเทียบกำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปี2566 ที่มีมูลค่ารวม 8,699.16ล้านบาท
หากลงลึกในรายบริษัทพบว่า บมจ.แสนสิริ ที่ทำรายได้และกำไรท็อปฟอร์มมาอย่างต่อเนื่อง ยังคงรั้งอันดับหนึ่ง โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ กำไรสูงสุดที่ 1,314 .98 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา 1,581.79 ล้านบาท ลดลง-16.9% ตามด้วยพี่เบิ้ม บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ กำไร ที่1,231.02 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่ 1,353.99 ล้านบาท ลดลง-9.08%
เช่นเดียวกับบมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กำไร 1,008.33 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ 1,478.40 ล้านบาท ลดลง-31.80% ด้านศุภาลัยกำไรอยู่ที่ 613 .64 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ที่ 1,080.41 ล้านบาทลดลง -43.20% เป็นต้น
ที่สร้างเสียงฮือฮาคือ บมจ.อนันดาฯผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมในเมืองแนวรถไฟฟ้า ผลประกอบการ รอบนี้พลิกเป็นบวก ที่ 195.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ติดลบที่ 59.6 กำไรมากถึง 482% ที่แก้เกมจากการนำโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่จัดแคมเปญอย่างต่อเนื่อง และบุกไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ และได้กำลังซื้อในกลุ่มนี้กลับมา
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บมจ.อนันดาฯ ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กำลังซื้อต่างชาติมีแนวโน้มที่ดีและเป็นกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างนำโครงการไปโรดโชว์ โดยเฉพาะจีน เช่นเดียวกับอนันดาฯ ขณะเดียวกันสมาคมฯเตรียมเสนอขอขยายการถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของคนต่างด้าวจากไม่เกิน 49%เป็น69% ตามความสมัครใจ ช่วยขยายฐานกำลังซื้อของต่างชาติให้กว้างขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเฟืองจักรขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ รวมถึงการเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ยกเลิก LTV (Loan to Value Ratio) หรือ อัตราส่วนที่ธนาคารสามารถให้สินเชื่อได้ เมื่อเทียบกับราคาบ้านที่ซื้อเป็นการชั่วคราวออกไปก่อน 2 ปี หลังจากนั้นจึงใช้ LTV ควบคุมบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไปแทน
นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ ระบุว่า ช่วงไตรมาส1/2567 เป็นอีกช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาตลอดในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่เข้ามาเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของคนไทย แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอีกหลายรายยังคงมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ 3 อันดับแรกในธุรกิจอสังหาฯ แต่หากพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในไตรมาส1/2567 แล้ว จะพบว่ามีเพียง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ถือเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท (10,170 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิมากเป็นอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 1,315 ล้านบาท ทิ้งห่างอันดับที่ 2 มากพอสมควร แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันในช่วงเดียวกันของปี ที่ผ่านมาพบว่าแสนสิริ กำไรลดลง
-16.9% โดยปีที่ผ่านมาสามารถทำกำไรได้ถึง 1,581.79ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 ที่ผ่านมานั้น กำไรและรายได้ของผู้ประกอบการอสังหาฯอาจจะมากกว่าไตรมาสอื่นๆ ของปี 2566 เพราะมีมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% ซึ่งมีผลบังคับใช้และสิ้นสุด ณ สิ้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อให้ทันต่อมาตรการนี้ และกำไรในไตรมาส 1/2567 ของบริษัทผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดลงแบบชัดเจน เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะมาตรการอสังหาฯสิ้นสุดลงขาดแรงจูงใจส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์และทิศทางของรัฐบาลก่อน ทำให้กำไรในไตรมาส 1/2567 แบบรายบริษัทมีเพียง กลุ่มแสนสิริและพฤกษาเท่านั้นที่มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ