เมื่อกำไรวูบ-สต๊อกค้างบาน อสังหาฯเหลืออะไรให้ลงทุน
Loading

เมื่อกำไรวูบ-สต๊อกค้างบาน อสังหาฯเหลืออะไรให้ลงทุน

วันที่ : 7 มิถุนายน 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า เมื่อประเมินจากยอดขายอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลง ผลที่เกิดขึ้นคือ เริ่มส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชะลอการเปิดโครงการใหม่ และชะลอการซื้อที่ดินเพิ่ม ซึ่งวงจรเช่นนี้...จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนทั้งหมด ทั้งด้านแรงงานและการก่อสร้าง จึง คาดการณ์ว่าในปี 2569 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะลดลง 1.1% และมูลค่าการโอนจะลดลง 2.3%
   ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย แทบไม่มี "ข่าวดี" อะไรออกมาให้ชื่นใจ มีแต่ "ข่าวลบ" ที่ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ภาพรวมตลาดกำลังเผชิญกับ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

   ชนวนเหตุสำคัญก็หนีไม่พ้นในเรื่องของปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นกู้ ที่บรรดาบริษัทอสังหาหาริมทรัพย์ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต่างทยอยส่งสัญญาณตึงตัวอย่างรุนแรง จนไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาโรลโอเวอร์เพื่อจ่ายคืนชุดเดิมได้ สถานการณ์เช่นนี้ได้สะท้อนภาพให้เห็นถึงภาวะการ "ตึงตัว" ที่ลุกลามจนกลายเป็นปัญหากระแสเงินสดภายในองค์กรของบางบริษัท ถึงขั้นค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานและผู้รับเหมา จนโครงการก่อสร้างหลายแห่งต้องหยุดชะงักชั่วคราว

   ผิดนัดชำระหนี้8พันล.

   ขณะที่ในไตรมาสแรก ที่ผ่านมา สมาคมตราสารหนี้ ก็พบว่า ยอดผิดนัดชำระหนี้ของบริษัททางด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากถึง 8,000 ล้านบาท หลังจากที่พบว่ายอดโอนอสังหาฯ นั้นต้องเผชิญกับภาวะติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอสังหาฯ จำนวน 60 แห่งในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ก็มีอยู่แค่ 0.3% เท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินสดมีน้อย และ ยังมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี ขณะที่ในระยะเวลา ที่เหลือไปจนถึงสิ้นปี 2569 นี้ กลุ่มอสังหาฯ ยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีกกว่า 1.21 แสนล้านบาททีเดียว

   ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกที่บรรดาผู้ซื้อ บรรดานักลงทุนจะอยู่ในอาการ "ตระหนก" และถ้ากะเทาะเปลือกพร้อมกับมองให้ลึกลงไปที่แก่นแท้ของปัญหา จะพบว่า...วิกฤติรอบนี้ไม่ได้เกิดจาก ตัวตึก ตัวอาคาร หรือที่ดินเสื่อมราคา แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางการเงินและกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง จากปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่พุ่งสูงมานาน

   แอลทีวี-เข้มปล่อยกู้

   ซ้ำร้าย!! ยังมีปัญหาจากธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงกอดเกณฑ์ LTV อย่างแน่นหนา พร้อมยกการ์ดสูงเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย สะท้อนชัดจากยอดปฏิเสธสินเชื่อ ที่พุ่งแตะ 50-60% ในบางเซกเมนต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินจากดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทรงตัวสูง กลายเป็นตัวเร่งดันต้นทุนกู้ยืมของผู้ประกอบการให้พุ่งเป็นเงาตามตัว

   หันมาทางด้านฝั่งของบรรดาผู้ซื้อรายย่อยเอง ต้องยอมรับว่า...ก็มีภาระผ่อนชำระต่อเดือนที่สูงขึ้น สุดท้ายเมื่อยิ่งมีภาระมากขึ้น โอกาสการนำไปสู่ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย หรือการมี ปริมาณอสังหาฯ มากเกินความต้องการ และสต๊อกค้างเติ่งในบางทำเล โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรที่เคยบูมในอดีต กลับถูกผลิตออกมาเกินความต้องการที่แท้จริง ส่งผลให้การระบายสินค้าเป็นไปได้อย่างล่าช้า และกลายเป็นต้นทุนจมก้อนมหึมาที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับในเวลานี้

   ยิ่งเมื่อเอกซเรย์งบการเงินไตรมาสแรกของ 14 บิ๊กแบรนด์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยิ่งน่าใจหาย เพราะมีกำไรปกติรวมกันเพียง 3,370 ล้านบาท ซึ่งในอดีตยุครุ่งเรือง เพียงบริษัทเดียวก็สามารถทำตัวเลขระดับนี้ได้แล้ว ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น ทรุดลงจากเดิมที่ทรงตัวระดับ 30% มายาวนาน ตกลงมาอยู่ที่ 27.2% บ่งชี้ว่าค่ายอสังหาฯ จำยอมต้องยอมหั่นราคาอัดโปรโมชันอย่างดุเดือดเพื่อเร่งระบายสต๊อกและดึงกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตให้เร็วที่สุด

   อสังหาฯหมดเสน่ห์

   ขณะที่ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า เมื่อประเมินจากยอดขายอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลง ผลที่เกิดขึ้นคือ เริ่มส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชะลอการเปิดโครงการใหม่ และชะลอการซื้อที่ดินเพิ่ม ซึ่งวงจรเช่นนี้...จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนทั้งหมด ทั้งด้านแรงงานและการก่อสร้าง จึง คาดการณ์ว่าในปี 2569 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะลดลง 1.1% และมูลค่าการโอนจะลดลง 2.3%

   'ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนว่า อสังหาริมทรัพย์ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่หรือไม่?"

   ผิดนัดหุ้นกู้เหตุเฉพาะตัว

   หากวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะจุดของแต่ละบริษัท "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" กรรมการบริหาร บล.เอเซียพลัส ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การผิดนัดชำระหุ้นกู้ในภาคอสังหาฯ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะจุดของบางบริษัทที่แบกสต๊อกไว้เยอะและมีภาระหนี้สินสูงเกินไป ไม่ใช่ภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม และปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเชื่อว่าอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่อาจจะแช่ตัวอยู่ที่ฐานนี้อีกนานพอสมควร จนกว่าเศรษฐกิจภาพใหญ่จะฟื้นตัวชัดเจนและสต๊อกในตลาดถูกดูดซับออกไป

   เพราะขณะนี้ยังมีสต๊อกค้างในมือผู้ประกอบการสูงถึง 8 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาดูดซับนานถึง 3-4 ปี หากเทียบกับในอดีตที่ใช้เวลาเพียง 1-2 ปีเท่านั้น ฉะนั้นนาทีนี้บริษัทที่จะเอาตัวรอดได้ดีก็คือบริษัทที่มีรายได้หลายทาง เช่น โรงแรม อสังหาฯ ให้เช่า หรือคลังสินค้า

   ที่พักเงินรอรับปันผล

   อย่างไรก็ตาม "เทิดศักดิ์" ยังให้มุมมองว่า ณ เวลานี้ หุ้นของธุรกิจอสังหาฯเปรียบเหมือนเป็นที่พักเงินเพื่อรับปันผล แม้ว่ากำไรของบริษัทส่วนใหญ่ได้ปรับตัวลดลงตามกลไกตลาดก็ตาม แต่เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดตกลงมาลึกและสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณกลับมาเป็นอัตราส่วนเงินปันผลแล้ว จะพบว่ายังคงอยู่ในระดับที่สูงและจูงใจเฉลี่ยประมาณ 5-7% ซึ่งชนะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราเงินเฟ้อได้อย่างสบาย

   "บล.เอเซียพลัส" ได้ให้น้ำหนักไว้ที่ 3 หุ้นเด่นที่น่าสนใจ ทั้ง บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ทั้งบมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชัน และ บมจ.แสนสิริ หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ถูกจัดเป็นหุ้นปันผลที่มีความแข็งแกร่งและน่าสนใจมากในเวลานี้ แม้ในระยะสั้นกำไรอาจสะดุดหรือลดลงไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมามากกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น แถมบิ๊กคอร์ป เหล่านี้ยังมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีวินัยทางการเงินสูง โดยภาพรวมของกลุ่มบริษัทรายใหญ่เหล่านี้มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน อยู่ที่ประมาณ 0.99 เท่า ซึ่งถือว่าไม่สูงเกินไปและอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย สามารถรองรับความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดชะลอตัวได้เป็นอย่างดีอย่างค่ายเอพีเอง ในไตรมาสแรกปีนี้ก็ครองแชมป์ทั้งรายได้และกำไร รายได้ 9,590 ล้านบาท เติบโต 24% กำไรสุทธิ 903 ล้านบาท เพิ่ม 5% ถือว่าโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม อย่างชัดเจน ขณะที่แสนสิริ มีรายได้ 6,691 ล้านบาท ลดลง 3% แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่ม 6% มาอยู่ที่ 864 ล้านบาท รายได้ลดลงแต่กำไรขึ้น แปลว่าการบริหารต้นทุนและมาร์จิ้นดีขึ้น ด้าน เอสซี แอสเสท ก็มีรายได้ 3,288 ล้านบาท เติบโต 22% ส่วนกำไร สุทธิอยู่ที่ 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ซึ่งฟื้นตัวขึ้นได้น่าสนใจ

   อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว!! วิกฤติหุ้นกู้และสต๊อกค้างแสนล้านในตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด นั่นหมายความว่า...ตลาดอสังหาฯ ของไทยไม่ได้ตายแต่กำลังเปลี่ยนผ่าน คนที่จะรอดและทำกำไรได้ในรอบนี้คือคนที่มี "เงินสด" และมี "สายตาที่เฉียบคม" ในการเลือกสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง!!.
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ