สัมภาษณ์พิเศษ: ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
Loading

สัมภาษณ์พิเศษ: ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

วันที่ : 10 กรกฎาคม 2569
"ผมมีแนวคิดจะปรับบทบาทให้ ธอส. เป็น Beyond Housing Bank คือให้ ธอส.เป็นที่พึ่งแรกและที่พึ่งสำคัญให้กับทุกคนที่อยากมีบ้าน เราดูแลหมดตั้งแต่ก่อนมีบ้าน จนถึงได้มีบ้าน แล้วก็สามารถรักษาบ้านไว้ได้ เรียกว่าทั้ง Value Chain ไม่ทิ้งใคร และในอนาคตเราพัฒนา AI เข้ามาก็จะช่วยให้เรามีเวลาทำงานดูแลลูกค้าได้มากขึ้น" ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • ทำไม ดร.มหัทธนะ ถึงไม่เรียน จปร. แล้วทำงานด้านการทหารตามคุณพ่อ

    จริงๆ ผมเคยรับราชการทหารอยู่พักหนึ่งครับ ตอนนั้นบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร แต่พอดีผมไม่ได้จบ จปร. ไม่ได้เข้าเตรียมทหาร แล้วก็เข้ามาสอบบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร ผมเรียนจบทางเศรษฐศาสตร์มา พอไปอยู่ที่กองราชการทหารแล้วมันไม่ค่อยตรงสาย มองว่าถ้าสมมติผมไปอยู่ในที่ที่สามารถช่วยทำงานได้มากกว่าเป็นนายทหาร คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า ก็เลยขอย้ายไปรับราชการในหน่วยงานที่ผมน่าจะสามารถไปสร้างประโยชน์ให้ได้มากกว่า โดยขอย้ายไปที่กระทรวงการคลัง แต่การเป็นนายทหารมาสักปีกว่า ได้ประสบการณ์หลายๆ อย่าง โชคดีที่ไปเป็นทหารตอนที่คุณพ่อเกษียณแล้ว ถ้าคุณพ่อยังอยู่ในตำแหน่งอาจจะไม่ค่อยได้ทำอะไร
     
  • การที่เรามาอยู่สายพลเรือน ทำงานทางด้านเศรษฐกิจ คุณพ่อเห็นด้วยหรือไม่

    ไม่ค่อยอยากให้ทำครับ แต่ก็เห็นด้วยเนื่องจากว่าเรามีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นแล้วก็ควรที่จะเอาความเชี่ยวชาญมาทำงานให้ตรงสายงานมากกว่าเป็นทหารครับ ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำไมไปเป็นข้าราชการพลเรือน

 

  • แปลว่าตอนเด็กๆ ไม่ได้อยากเป็นทหาร

    อาจจะเป็นเพราะตอนที่ไปเรียนสายเศรษฐศาสตร์มา แล้วคิดว่าถ้าเป็นทหารต่ออาจจะไม่ได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่เรามี แต่ไม่ได้ต่อต้านหรือแอนตี้หรือไม่ชอบในอาชีพทหารนะครับ ผมว่าทุกคนมีส่วนช่วยทำให้ประเทศเจริญได้ และพอมาอยู่กระทรวงการคลังคิดว่าน่าจะตรงกับสายงานที่เรียนมา

 

  • ทำไมถึงเรียนเศรษฐศาสตร์ ทำไมไม่เลือกเรียนรัฐศาสตร์

    ตอนนั้นผมสนใจเรียน 2 สาขาครับ อยากเรียนวิศวะคอมกับเศรษฐศาสตร์ แล้วพอตัดสินใจสุดท้ายตัดสินใจเป็นเศรษฐศาสตร์ เพราะผมมองว่าไม่ว่าการบริหารประเทศหรือบริหารองค์กรต้องใช้พื้นฐานเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด เพราะเป็นการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ มันเปิดกว้าง ตอนเด็กๆ อาจจะยังมองไม่ออกว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใช่ไหมครับ แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนๆ การบริหารทรัพยากรมันต้องใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าสังคม เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

 

  • ตอนที่กำลังคิดตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาตรี และเลือกเศรษฐศาสตร์ ก็น่าจะเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งพอดี

    ใช่ครับ ผมจำได้ตอนต้มยำกุ้งผมอยู่ที่อเมริกา เป็นช่วงเวลาที่เลือกวิชา Major พอดี ผมเรียนตรี โท เอก ที่อเมริกาตลอด แต่มีกลับมาเรียนอยู่เมืองไทยช่วงหนึ่งครับ

 

  • ตอนเรียนจบเอกแล้วคิดจะอยู่ที่อเมริกาต่อเลยหรือไม่

    ตอนเรียนเอกอยากอยู่ต่อนะครับ อยากทำงานที่นั่นเลยได้ทำอะไรตามที่เราทำได้ ผลงานมันอิง Performance จริงๆ มันไม่ได้อิงปัจจัยอื่น แต่อาจจะเป็นเพราะอยู่ในครอบครัวราชการมา รู้สึกว่าอยากกลับมาทำงานที่มี Impact กับประเทศ ก็เลยกลับมา

 

  • ทำงานที่อเมริกาหาประสบการณ์ก่อนกลับไทยด้วยไหม

    ใช่ครับ ผมทำงาน 2 ส่วน เป็นนักวิจัยกับเป็นอาจารย์

 

  • แล้วทำไมตัดสินใจเลือกมาอยู่ธนาคารอาคารสงเคราะห์

    เริ่มจากตอนที่ผมอยู่กระทรวงการคลัง 10 กว่าปี ผมทำหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) มาตลอด คือดูทั้ง ธอส. ออมสิน แล้วก็ ธ.ก.ส. แรกๆ จะดู ธอส.เยอะหน่อย อย่างเรื่องโครงการบ้านหลังแรก ผมเป็นคนเขียนโครงการเสนอเข้ามา ตลอดจนมาดูกลยุทธ์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ตอนผมทำ Thesis ปริญญาเอกทำเกี่ยวกับ SFI ด้วย

    จึงทำให้ผมมองว่า ธอส.เป็นแบงก์ที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้เล่นหลักในการขับเคลื่อนเรื่องที่อยู่อาศัย ก็เลยมีความสนใจ แรกเริ่มคือสนใจในเรื่องการทำงานที่มี Impact กับสังคม กับประเทศก่อน ซึ่งเรามาอยู่สายนี้แล้วคิดว่าน่าจะต้องมาทำแบงก์รัฐ เพราะเราก็ดู SFI มานานมาก แล้วพอดีช่วงที่ผ่านมา ธอส.เปิดรับสมัครพอดีเลยมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ตรงนี้

 

  • ต้องแสดงวิสัยทัศน์กับคณะกรรมการสรรหา เจอคำถามอะไรที่ยากที่สุด

    ใช่ครับ ต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต้องผ่านคำถามอะไรยากๆ มาหลายคำถามครับ
    ผมคิดว่าคำถามที่ยากที่สุดน่าจะเป็นในเรื่องที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้ธนาคารสามารถ Sustain ได้ สามารถอยู่ได้ในระยะยาว เพราะ ธอส.เป็นแบงก์รัฐ เราต้องให้โอกาสผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางตามที่เขียนไว้ใน พ.ร.บ.เลย แต่ในขณะเดียวกันเรายังคงต้องให้ธนาคารอยู่รอดได้ด้วย เพราะเราต้องแข็งแกร่งก่อนที่จะดูแลลูกค้าได้ อันนี้ผมว่าเป็นโจทย์ใหญ่ ก็ย้อนกลับไปที่พื้นฐานเศรษฐศาสตร์นั้นแหละครับว่า จะจัดการทรัพยากรที่เรามีอยู่างจำกัด เราจะทำให้มันอยู่ได้

    มีความท้าทายหลายอย่างเพราะ ธอส.เป็นองค์กรที่อยู่มา 72 ปี เข้าสู่ปีที่ 73 ทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะองค์กรนี้มี Legacy ในหลายๆ เรื่อง เราจะเข้ามาปรับ Legacy ที่ดีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันได้อย่างไร ไม่ว่าจะเรื่องคน เรื่องเทคโนโลยี ที่สำคัญคือเรื่อง Mindset เราจะปรับอย่างไร

    ตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ผมมีประชุม Town Hall ครั้งหนึ่ง ก็บอกใน Town Hall ว่าเรามีพันธกิจในการดูแลคนไทยให้มีบ้านนะ แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือเราต้องดูแลธนาคาร ต้องดูแลบ้านของเราเองด้วย เพราะถ้าเรายังไม่แข็งแกร่งในระยะยาว เราคงไม่สามารถดูแลลูกค้าเราให้แข็งแรงในระยะยาวได้ เราคงไม่สามารถดูแลภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย หรือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ได้ในระยะยาว ก็พยายามดูให้ทุกอย่างมัน Inclusive ให้ครบทุกมิติมากขึ้นนะครับ

    แล้วก็เป็นโชคดีที่ทาง ธอส.มีผู้บริหารที่มีความแข็งแกร่งมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ผมเข้ามาเอามุมมองใหม่ๆ เข้ามานะครับ แล้วเอาความเชี่ยวชาญที่เป็นคนเขียนนโยบายหลายๆ นโยบายมากกว่าครึ่งชีวิตการทำงาน เอามาจูนให้ตรงกัน ถือว่าเป็นอะไรใหม่ๆ ทั้งของผมเองและของทั้งที่นี่ด้วย ซึ่งพยายามเอาจิ๊กซอว์หลายๆ อย่างมาต่อให้เป็นภาพอนาคตของ ธอส.ที่ชัดเจนขึ้น

 

  • คือจากนี้ไป ธอส.จะไม่เหมือนเดิม

    ครับ...จะดีกว่าเดิม แล้วจะเข้าใจทุก Stakeholder มากกว่าเดิม...Stakeholder ของเรามีตั้งแต่ลูกค้า เราจะเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เข้าใจผู้ประกอบการมากขึ้น เข้าใจผู้ถือหุ้นเรามากขึ้น เข้าใจผู้กำกับเรามากขึ้น เข้าใจพนักงานมากขึ้น ซึ่งผมโชคดีที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับ Stakeholder ต่างๆ มาไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง เข้าใจว่าเขามีแนวคิดอย่างไร เข้าใจแบงก์ชาติ แล้วผมอยู่ใน Retail มาก่อน คือต้องเข้าใจลูกค้า หนึ่งในกลยุทธ์ที่ผมเขียนมี Pillar หนึ่ง ทำไมผมถึงใช้คำว่า Customer Obsession ก็คือเราต้องเข้าใจลูกค้าจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์ของเราที่ออกมาอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกันใช้หมด ทุกกลุ่ม ก็พยายามที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น พอทำให้ผลิตภัณฑ์ตรงกับความต้องการลูกค้าแล้วโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียอาจจะน้อยลง โอกาสที่ลูกค้าจะมาใช้บริการเราก็จะมีมากขึ้น ซึ่งโชคดีที่ ธอส.มีข้อมูลเยอะ เราเอาข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

  • พอเราหันกลับมาดูตัวเองแล้ว มองเห็นอะไรในตัวเองบ้าง

    เริ่มจากข้อดีก่อน...ธอส.มีข้อดีคือเรามีความมั่นคง เรามีความเข้มแข็ง เรามีความเชี่ยวชาญ เรามีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราทำอยู่ค่อนข้างมาก แต่ในความเชี่ยวชาญนี้เราอาจจะทำมาตลอด 72 ปีแล้ว แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว... เรามีการ adapt เรามีการปรับไปแล้วบ้างหรือยัง เรามีการทดลองอะไรใหม่ๆ หรือยัง เป็นสิ่งที่ผมพยายามที่จะ challenge ทีมงาน ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมีอะไรที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม อะไรที่เราสามารถที่จะปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้นไหม

    อย่างเช่นที่บอกว่าเรามีฐานข้อมูลเยอะ และที่ผมเคยพูดในหลายๆ ที่ว่าเราสามารถทำให้คนไทยมีบ้านมาแล้ว 4.8 ล้านครัวเรือน ที่เราทำมาให้ทั้งหมด เราจะเพิ่มได้อย่างไร แล้วเรารักษากับให้เขามีบ้านได้ตลอดไปได้อย่างไร นอกจากทำให้มีบ้านแล้วเราจะช่วยพยุง Sector นี้อย่างไร พยุง Industry นี้อย่างไร เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็น Sector ที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะยกระดับว่าแทนที่ เราจะดูแลให้คนไทยมีบ้าน เราช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตได้อย่างไรผ่านที่อยู่อาศัย

    แล้วก็ ธอส.นี่ก็มี Process ต่างๆ เรื่องแรกที่ผมพยายามจะทำคือเรื่อง Lean Process เหมือนที่เคยเล่าให้หลายๆ ที่ฟังว่า Process เดิมที่มีเสียงตอบรับมาจากลูกค้าทั่วไปว่า ธอส.อนุมัติช้า กระบวนการเยอะ ตอนนี้ก็เริ่มไปดู เริ่มไป Lean Process ว่าจะ Lean ยังไงได้บ้าง อย่างเช่นในการปล่อยสินเชื่อในการอนุมัติสินเชื่อ หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าจริงๆ ธอส. บางทีบางเคสที่มันช้า บางทีหลักฐานหรือข้อมูลอาจจะยังไม่ครบทำให้เราอนุมัติช้า แต่จริงๆ แล้วถ้าทุกอย่างพร้อมหมดไม่ถึงหนึ่งวันก็อนุมัติแล้วนะครับ แล้วตอนนี้เราพยายามให้ Process กระชับขึ้น

    นอกจากนี้เราก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงเรื่องการเอาระบบมาใช้ อย่างเช่นเรื่องการตรวจสอบเอกสารปกติใช้คนในการตรวจ จากนี้จะใช้ AI กับใช้เทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบมากขึ้น ในเรื่องการตรวจสอบ ในเรื่องการเอาเทคโนโลยีมาใช้นี้ไม่ใช่แค่ว่าพัฒนาแล้วมาใช้ ผมมีแนวทางไว้ว่าเราเอาเทคโนโลยีมาแล้วเอา AI มาใช้แล้ว ควรลองเอา AI มาทดสอบกับข้อมูลเก่าๆ ที่เรามีในอดีตที่ผ่านมาลองทำดู แล้วดูว่าผลที่ออกมาเหมือนกับที่ใช้คนอนุมัติหรือเปล่า แล้วลองมาเปรียบเทียบจะได้เห็น Effectiveness เห็นประสิทธิผลของระบบที่เราเอามาใช้...ตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลองทำอยู่ครับ ผมว่าภายในปีนี้น่าจะเริ่มเห็น ผมตั้งเป้าไว้ว่าระบบนี้จะต้องเริ่มเอามาทดลอง เดือนกันยายนหรือต้นไตรมาส 4 ก็น่าจะเอามาลองใช้ได้

    ผมพยายามให้ที่นี่มีสนามทดลองมากขึ้นนะครับ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะพี่ๆ ที่เป็นรองหรือผู้ช่วยหรือผู้อำนวยการฝ่าย น้องๆ พนักงานก็สามารถเข้ามาทดลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ด้วย สิ่งที่พยายามทำคือ Transformation ไม่ใช่จะทำเฉพาะเรื่อง Digital Transformation แต่ต้อง Transform ในทุกๆ มิติ

 

  • ก็บอกว่าต้องดูตัวเราเองควบคู่กับการดูแลลูกค้า เรื่องนี้พนักงานที่นี่พร้อมไหม พนักงานพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันไหม

    พอมาที่นี่แล้ว ผมว่าผมโชคดีในเรื่องของพนักงานนะครับ ผมว่าเขามีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อลูกค้าเพื่อสังคมจริงๆ แล้วเขาเปิดใจรับฟังว่ามีอะไรใหม่ๆ แต่สิ่งที่ผมอยากปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือความที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็อาจจะมีเรื่อง seniority เหมือนราชการ ต้องเป็นขึ้นเป็นตอน แต่แบบน้องๆ ต้องฟังพี่ๆ เยอะๆ นะ ถ้าพี่ๆ ไม่ให้พูด น้องๆ ก็ไม่กล้าพูด...ผมอยากเปลี่ยน Mindset นี้ว่า อย่างแรกให้น้องๆ มีสิทธิ์เสนอทุกอย่างได้ และอย่างที่สอง ให้น้องๆ สามารถมาสอนพี่ๆ ได้นะครับ

    ผมอาจจะโชคดี ผมมีโอกาสได้ทำงานทั้งราชการ ทำงานทั้งเอกชน แถมได้ไปทำงานในรัฐวิสาหกิจก่อนหน้านี้ แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ราชการด้วย จึงเห็นอะไรหลายๆ อย่าง อยากเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นข้อดีมาปรับใช้ ...จริงๆ มันไม่ยาก อย่างเช่น ผมเคยอยู่เอกชน ผมให้น้องๆ มาสอนผมบางเรื่องซึ่งเขาเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญมากกว่าผม ทำให้ผมเห็นว่าทำไมเขาถึงเสนอแบบนี้ แล้วบางทีน้องๆ เขาเสนอมาอย่างนี้ บางทีถ้ามีหัวหน้างานหรือมีพี่คนหนึ่งไม่เห็นด้วย ข้อเสนอมันก็หยุดไปตั้งแต่นั้นเลย เรื่องมันไม่มาถึงผม ผมให้น้องๆ เด็กๆ มาเล่าให้ฟังมากินกาแฟกับผม...พอมาอยู่ที่นี่ตั้งใจจะทำแบบนี้เช่นกัน...ผมว่าทำแบบนี้จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ นะครับ

    ไม่กี่วันที่ผ่านมามีประชุม Management Committee (MC) มีไอเดียหลายๆ อย่างที่น้องๆ เขาทำมาประกวดแล้วชนะรางวัล เป็นไอเดียที่ธนาคารสามารถจะเอาไปสานต่อ ผมว่าเป็นอะไรที่ดี แล้วที่สำคัญทำให้เกิด ownership คือทำให้พนักงานเขารู้สึก ถึงความมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของธนาคาร เป็นเจ้าของผลงาน ทำให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน

    ตอนแรกผมเลยเปลี่ยนว่าธนาคารต้องมี Purpose มีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่มีแค่ Vision หรือ Mission ต้องมี Purpose เพราะเราต้องการดูแลลูกค้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เพื่อให้ทุกกลุ่มงาน ทุกสายงาน ทุกฝ่ายงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

  • ต้องปรับโครงสร้างองค์กร ต้องรื้อแผนอะไรหรือไม่

    ต้องเรียนว่าเนื่องจากว่าก่อนที่ผมจะเข้ามาที่นี่เพิ่งมีการปรับโครงสร้างองค์กรไปตั้งแต่มื่อปีที่แล้ว โครงสร้างองค์กรใหม่นี้มีผล 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตอนนี้คงต้องมานั่งดูว่าโครงสร้างที่ปรับมานี้ยังมีขาดตรงไหนอะไรหรือไม่

    อย่างแรกเลยที่ผมคิดว่าอาจจะต้องปรับในอนาคตก็คือ ทีมงานด้าน Transformation ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครที่รับผิดชอบตรงๆ ยังไม่มีทีมงานด้าน Transformation แล้วอาจจะต้องมีทีม Data Analytics จริงๆ เหมือนเป็น Data Scientist ... อันนี้อยากจะปรับ...

 

  • ตอนนี้เป็นยุคสมัย Digital แล้ว AI ก็เข้ามามีบทบาท พนักงานหลายคนก็อาจจะใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ หลายแบงก์ก็มีการลดสาขา ปิดสาขา เรื่องเหล่านี้ ดร.มหัทธนะ มีนโยบายอย่างไร

    จริงๆ เรื่อง AI หรือเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ผมส่งเสริมให้มีการใช้นะครับ เพราะในเมื่อโลกมันเดินไปขนาดนี้แล้ว ถ้าเราไม่ใช้เราสู้คนอื่นไม่ได้จริงๆ...แต่ผมไม่เชื่อว่า AI จะสามารถมาทดแทนคนได้ทั้งหมด ขอยืมคำพูดใครคนหนึ่งเขาบอกว่า AI ไม่สามารถทดแทนคน แต่ AI ทดแทนคนที่ไม่ได้ใช้ AI มาช่วย ...คือ AI นั้นเอามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเรา มาทำงานแทนเราในบางงานได้ แต่มันไม่สามารถที่จะทดแทนคนได้ทั้งหมด

    ที่ ธอส.มีนโยบายที่เราจะใช้ AI เข้ามาช่วย 2 ส่วนนะครับ ส่วนแรกคือพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของเรา ส่วนที่สองคือ Automate อะไรที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำ อย่างเช่นเรื่องการตรวจสอบเอกสาร ให้ใช้ AI มาทำแทน แล้วเราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น จริงๆ ตั้งแต่อยู่หน่วยงานก่อนหน้านี้แล้ว ผมพยายามที่จะพัฒนา AI Agent มาช่วยทำงานในหลายๆ เรื่อง ซึ่งตอนนี้มันทำได้แล้ว มันไม่ยาก เช่น ฝ่ายเลขา เอามาช่วยเขียนบันทึก สามารถใช้ AI ได้หมด

    แล้วมองว่าในระยะยาว ตอนนี้เรามีฝ่าย HR ที่ดูแลพนักงาน ดูแลบุคลากร อีกหน่อยจะต้องมี HR ที่มาดู Agent สมมติเรามีพนักงานอยู่ 5,000 กว่าคน มันก็ควรที่จะมี Agent แล้ว Agent ทำหน้าที่อะไร บ้าง เราต้อง Scope ว่าสมมติมีโครงสร้างองค์กรอีกหนึ่ง Node มี Agent สมมติ 10-20 ตัว แล้วมาดูว่าเขาจะทำอะไรอย่างไรบ้าง เราต้องมีกลยุทธ์ ต้องมาดูด้วยว่าเราจะอยู่กับ Agent พวกนี้อย่างไร แบ่งแยกหน้าที่ยังไง มันต้องมีครบเพื่อเพิ่ม Productivity ให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ผมเพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่อาจจะยังไม่มีโอกาสไปแนะนำ ไปทำงานให้เห็น อย่างผมอยู่หน่วยงานเดิม ผมเขียน Agent ให้หน่วยงานเดิมเห็นครับ แต่มาอยู่ที่นี่ก็คุยกับทีมอยู่ว่าจะพัฒนาอะไรอย่างไรได้บ้าง

    "ธอส.มีผู้บริหารที่เข้มแข็ง มีความเชี่ยวชาญ ผมก็เอามุมมองใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ มาจูนให้ตรงกัน พยายามเอาจิ๊กซอว์มาต่อให้เป็นภาพอนาคตของ ธอส.ที่ชัดขึ้น"
           
            "ผมพยายาม challenge ทีมว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมีอะไรที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้น"
  • ดร.มหัทธนะ พูดแต่แรกแล้วว่าสนใจเศรษฐศาสตร์ สนใจวิศวะคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือเรื่องเทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ทราบว่าจะทำอะไรในเรื่องนี้ที่ ธอส. แบบให้สั่นสะเทือนไปเลยหรือไม่

    ผมอาจจะโชคดีที่ผมสนใจเรื่องเทคโนโลยีมานานแล้ว อย่าง AI ผมก็ใช้มาตั้งแต่ OpenAI ออกมาใหม่ๆ ก็เลยมีโอกาสที่มาเขียน Agent มาช่วยทำงานเอง อยากพัฒนาธนาคารให้มีคนช่วยทำงาน เราจะได้เอาเวลาไปคิดอย่างอื่น
  • ธอส.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน Virtual Bank คิดว่าต้องรับมือเรื่องนี้หรือไม่

    Virtual Bank เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เข้าถึงการเงินได้ง่ายขึ้น แต่เราในฐานะแบงก์รัฐเรามีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนอยู่แล้ว เรามี Application ของเรา เรามีระบบภายในของเรา

    ก็ถือว่า Virtual Bank เป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่งซึ่งแรกๆ เขาอาจจะยังไม่ได้มุ่งสินเชื่ออสังหาฯ ขนาดนั้น แต่ในอนาคตผมก็เชื่อว่า Virtual Bank สามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้...เพราะอะไร...เพราะมันขึ้นอยู่กับข้อมูลครับ เพราะถ้าธนาคารไหน/สถาบันการเงินไหนข้อมูลเยอะก็จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้เหมือนกับเรา เรามีข้อมูลเยอะมากๆ เรามีข้อมูลด้านที่อยู่อาศัยค่อนข้างเยอะ ตอนนี้เรากำลังพยายามที่จะ Leverage จะ Utilize ข้อมูลที่มีอยู่ เราถึงจะมีการพัฒนา Credit Scoring แบบใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะปล่อยสินเชื่อนอกจากทำให้ปล่อยสินเชื่อเร็วขึ้นแล้ว จะปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ในฐานะสวมหมวกนายแบงก์ ไม่ทราบว่ามองดูสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก/ของเมืองไทยอย่างไร โจทย์ยากหรือไม่ โดยเฉพาะกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งต้องเจอผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ทั้งเงินเฟ้อ น้ำมันแพง ดอกเบี้ยกำลังจะแพง เศรษฐกิจไทยก็ GDP โตต่ำ คิดว่าไหวไหม จะเป็นโจทย์ที่ยากไหมสำหรับนายแบงก์ยุคนี้

    ถ้าตอบตรงไปตรงมา มันไหวอยู่แล้วนะครับ ด้วยพื้นฐานอะไรต่างๆ ที่ทางธนาคารมีและทางประเทศไทยยังคงมี แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความท้าทายก็มีความท้าทายมากโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทุกคนทราบอยู่แล้ว ถ้าถาม Developer ทุกเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากๆ ในธุรกิจที่อยู่อาศัย

    เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งคุยกับ Developer เจ้าหนึ่งเขาบอกว่าท้าทายมาก และไม่ต้องพูดถึงว่าจะขยายหรือจะสร้างกำไรอะไร แต่ต้องปรับเปลี่ยนโหมดเป็น Survival Mode ...อันนี้คือผู้ประกอบการพูดนะครับ.. แต่ในความท้าทายนี้มันมีโอกาสค่อนข้างเยอะ เพียงแต่ว่าเราจะหาโอกาสนั้นอย่างไร

    หนึ่งเลย คือ ตอนนี้ยังคงเห็นความต้องการมีบ้านของคนไทย ดูจากตัวเลขหลายๆ ตัวเลขไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต้องการในการขอสินเชื่อก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แล้วตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่งแถลงไปไม่นานมานี้ก็ยังส่งสัญญาณที่เป็นบวก แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นบวกในไตรมาส 1 ยังต้องดูไตรมาส 2-4 จะเป็นอย่างไร เราต้องติดตามดูต่อไปนะครับ คิดว่ามาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลต้องมีออกมาอย่างต่อเนื่อง แล้วอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ล่าสุด FED เพิ่งให้คงดอกเบี้ยและแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย แต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับเดิม เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ที่จะซื้อบ้านจะเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่นะครับ แล้วประกอบกับผู้ประกอบการหลายๆ แห่งตอนนี้ก็ไม่ได้มีการขยายเปิดโครงการใหม่ๆ เขามีการจัดทำแคมเปญราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แล้วเรายังมีบ้านมือสองอยู่เยอะนะ ตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์เดิมอยู่ที่ 11% อย่างที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนนี้มากกว่า 60% ยังเป็นบ้านมือสอง ยังมีโอกาสที่ทำให้ Mission และ Vision ของเราประสบความสำเร็จได้ คือทำให้คนไทยมีบ้าน ตอนนี้ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
  • เป้าสินเชื่อปีนี้ตั้งไว้ 2.4 แสนล้านนี่ต้องปรับลดลงไหม

    อันนี้คือเป้าหมายที่เราตั้งมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่เราจะมีการรีวิวกลางปี อันนี้คือเป้าเดิมที่มากกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งผมเรียนอย่างนี้ว่าวันที่ผมเข้าไป Defend เป้าปีที่แล้วนั้น สินเชื่อในระบบรวมมันติดลบ สินเชื่อปล่อยใหม่ติดลบ แต่ของเรายังบวก แล้วประมาณการปีนี้เดิมประมาณการว่าสินเชื่อภาพรวม สินเชื่อปล่อยใหม่ของที่อยู่อาศัยอาจจะติดลบ แต่ด้วยภาระหน้าที่และพันธกิจของ ธอส.เราต้องการส่งเสริมให้คนเข้าถึงสินเชื่อบ้าน เราก็ยังคงต้องปล่อยสินเชื่ออยู่ แต่ก็จะฉายภาพให้เห็นว่าจริงๆ ทั้งระบบมันติดลบนะ แต่เราก็ยังเป็นบวกอยู่ ต้องเป็นบวกอยู่

    ณ วันนั้นที่ตั้งเป้ายังไม่มีสงคราม แต่จนถึง ณ วันก่อนที่เราจะรีวิวเราก็ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ได้ตามเป้า แต่จะทำอย่างไร ก็อย่างที่เรียนคือเราใช้ข้อมูลเยอะ เราใช้ Data กับ Digital มาจับเพื่อเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ออกแบบผลิตภัณฑ์ออกแบบการให้บริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ ...ก็ยังตั้งเป้าว่าเราจะปล่อยสินเชื่อได้ตามแผนที่เราวางไว้ แต่เดี๋ยวกลางปีนี้เราก็จะมีและการรีวิวว่าเราจะทำทุกอย่างตามโมเดลตามตัวเลขได้แค่ไหน

    ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นนักวิจัยอยู่แล้ว ชอบตัวเลข ตัวเลขนั้นมันไม่หลอกเรา เอาตัวเลขมารันเป็นโมเดลว่าด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปมันควรที่จะปรับตรงไหน มันควรที่จะเพิ่มไหม หรือจะมีการจัดการยังไง ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีที่มาที่ไป ธอส.ในสมัยของผมจะไม่มีการนั่งเทียน ตัวเลขทุกๆ อย่างจะต้องมีที่มาที่ไป เอาโมเดลมารันได้หมด

    สรุปคือพยายามที่จะให้ได้ตามเป้าอยู่ครับ แล้วตอนไตรมาสแรกปีนี้เราปล่อยได้สูงกว่าไตรมาสแรกของปีที่แล้ว น่าสนใจเพราะอะไร อย่างปลายปีที่แล้วที่ผมเข้ามา มีวันทำงานประมาณสิบวันจะสิ้นปีที่ต้องปิดเป้าแล้ว เราพยายามเร่งปล่อย ซึ่งจริงๆ เราต้องปล่อยอยู่ที่ 2.41 แสนล้าน แต่เราพยายามเร่งปล่อย แทนที่จะปล่อยเดือนมกราคม 2569 เราไปเร่งปล่อยเดือนธันวาคม 2568 เพื่อพยุงให้ Industry มันไปได้ ให้เศรษฐกิจมันไปได้ แทนที่จะมาปล่อยมกราคม เราก็มาปล่อยธันวาคมประมาณ 5 พันล้าน ยอดสินเชื่อเลยกลายเป็น 2.46-2.47 แสนล้านบาทประมาณนี้ครับ

    แต่ที่น่าสนใจก็คือถึงแม้ว่าเราโยกมาเร่งปล่อยธันวาคมแล้ว แต่ไตรมาสหนึ่งเรายังทำได้ตามเป้าหมายอยู่นะ อันนี้ต้องยกเครดิตให้กับทางทีม ธอส.ทุกคนที่พยายามเร่งปล่อยสินเชื่อกัน จนไม่ได้ไปเที่ยวไหนกันในช่วงปีใหม่

    "สิ่งที่พยายามทำคือ Transformation ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง Digital Transformation แต่ต้อง Transform ในทุกๆ มิติ"
  • ไตรมาส 2 มีภาวะสงครามอิหร่าน แต่การปล่อยสินเชื่อธอส.ก็ยังดีอยู่

    ก็อย่างที่เล่าครับ จนถึงเดือนมิถุนายนเราก็ปล่อยได้เกือบๆ แสนล้านแล้วนะ ยังเป็นไปตามแผน แต่ต้องเร่งมือนะครับ ผมมีนโยบายบอกไปว่าอย่ารอจนถึงสิ้นปี ทำให้ได้ทำเลยนะ แล้วพยายาม Proactive มากขึ้น พูดคุยกับลูกค้ามากขึ้น เข้าใจลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่หรือการดูแลลูกค้าที่กู้กับเราอยู่

    ที่สำคัญคือเราจะไม่ลงไปเล่นสงคราม Refinance ซึ่งตอนนี้คน Refinance กันเยอะแยะมาก คือเราตั้งเป้าไว้ว่าเราจะดูแลลูกค้าปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด แต่ลูกค้าใหม่เราต้องเน้นด้วย ดูอย่างตัวเลขไตรมาสหนึ่ง

    สินเชื่อใหม่เราโต 6% แต่ว่าสินเชื่อคงค้าง-Outstanding Loan เรายังโต 5% เทียบกับธนาคารพาณิชย์ในระบบมีสินเชื่อปล่อยใหม่โต 5% แต่ว่า Outstanding Loan เขาโตแค่ 2% แสดงให้เห็นว่าสินเชื่อปล่อยใหม่จริงๆ ในระบบไม่โตเท่าไหร่ แต่ของเราโตทั้งคู่ โตทั้ง Outstanding ทั้ง New Lending
  • ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่จำเป็นต้องไปเน้นทำสงคราม ReFinance

    ครับ Purpose ของเราคือทำให้คนไทยมีบ้าน แล้วให้โอกาสคนไทยได้เข้าถึงสินเชื่อบ้าน แต่เรามองว่าถ้าเราไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เกิดลูกค้าใหม่ๆ เลย Industry จะไม่เดิน/ไม่โต ไม่มีอะไรที่เข้าไปสู่ในระบบเศรษฐกิจเลย เรามองภาพกว้างมากกว่า แต่ถามว่าเรายังดูแลลูกค้าเก่าไหม ลูกค้าเก่าเรายังดูแลนะ อย่างส่วนแบ่งตลาดของสินเชื่อคงค้างเรายังเป็นอันดับหนึ่งอยู่ เรามีอยู่กว่า 37% เราเป็น Market Leader อยู่ ส่วนสินเชื่อปล่อยใหม่เรายังเป็น Market Leader อยู่เช่นเดียวกัน คือประมาณ 40.7% 
  • ก็บอกว่ามีการคุยกับผู้ประกอบการ พวก Developer อยู่เสมอๆ ซึ่งเขาพูดในทำนองว่าที่ผ่านมาเขาก็เหนื่อยมาก แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังเหนื่อยอยู่ เพราะแบงก์ไม่ปล่อยกู้ ก็ทำให้เปิดโครงการใหม่ไม่ได้ แล้วขณะเดียวกัน ธอส. ก็บอกว่าจะเปลี่ยนปรับใหม่ก็คือจะเป็นผู้เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ให้โตด้วย ธอส.จะช่วยเหลือพวกนี้อย่างไร

    สิ่งที่พยายามทำ ก็คือเราจะรับฟัง Feedback หรือ Voice ของทั้งลูกค้าและของผู้ประกอบการด้วย ยกตัวอย่างคือ เราเพิ่งจัดงาน Developer Day เมื่อต้นเดือนมิถุนายน เราปรับเปลี่ยนแนวทางในการทำงานแบบใหม่ คือเรารับฟังมากขึ้น ในการจัดงานวันนั้น แทนที่ผมจะไปเล่าให้ผู้ประกอบการฟังว่าปีนี้ ธอส.จะทำหนึ่งสองสามสี่ห้า สิ่งสำคัญที่สุดคืออยากไปพูดคุยมากกว่าว่าผู้ประกอบการเขาเห็นว่าอย่างไร พอเขาเห็นอย่างนี้เราจะทำยังไง อยากให้มีการเข้าใจกันและกันมากขึ้น สุดท้ายคือผู้ประกอบการก็ได้ในสิ่งที่ควรจะได้ หมายความว่าเขาจะเข้าใจลูกค้าว่าลูกค้าอยากได้อะไรยังไง เราก็เข้าใจผู้ประกอบการว่าเขาต้องการที่จะผลิตหรือมีบ้านมาขายอย่างไร แล้วเราก็ไปช่วยเขาในเรื่องข้อมูลด้วย

    ในอนาคตผมพยายามที่จะยกระดับฐานข้อมูลของเราให้ดียิ่งขึ้น สามารถนำข้อมูลต่างๆ มาแชร์กับผู้ประกอบการได้ ว่าปัจจุบันนี้ความต้องการที่แท้จริงคืออะไร Location อยู่ที่ไหน แล้ว Behavior หรือพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละสินเชื่อของแต่ละระดับนี้เขามีพฤติกรรมแบบไหนบ้าง บ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาทเป็นอย่างไร ต่ำกว่า 5 ล้านบาทเป็นอย่างไร คุณภาพเป็นอย่างไร เราสามารถที่จะบอกเทรนด์ให้กับผู้ประกอบการได้ อย่างเช่นตอนนี้เรามองเห็นแล้วว่าเทรนด์บ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเริ่มดีหรือเริ่มไม่ดี บ้านต่ำกว่า 7 ล้านบาทดีหรือไม่ดี แล้ว Location เป็นยังไง เรามองได้ทั้ง Location Base แล้วก็ระดับเงินกู้ว่าแต่ละระดับเป็นยังไง เรามองได้ถึงทั้งรายจังหวัด รายอำเภอ คุณภาพเป็นอย่างไร คือมันดูได้หมด
  • อย่างนี้ต้องมาพัฒนา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

    ใช่ครับ อยากจะทำอยู่ ผมว่าคนที่มี Data เป็นคนที่น่าจะชนะ แต่ Data ที่มี มันพร้อมเอามาใช้ให้มันชนะได้หรือเปล่า ซึ่งพยายามยกระดับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เราต้องยกระดับฐานข้อมูลของเรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
  • เพราะข้อมูลเดิมที่เก็บไว้ เริ่มเป็นข้อมูลเก่าแล้ว

    ครับ แล้วข้อมูลที่ผู้ประกอบการสามารถเอาไปใช้ได้นั้นมีรูปแบบอย่างไร มีแพ็กเกจอย่างไรที่จะนำเสนอเขาบ้าง อาจจะยังต้องปรับปรุงว่าให้คนอยากมาซื้อข้อมูลเรา ข้อมูลที่จะซื้อต้องเป็นอย่างไร ข้อมูลที่ให้เป็นยังไงที่มันต้องใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งผมว่ามีข้อมูลที่ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
  • อันดับแรกต้องหาคนมาบริหารศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ก่อน

    อยู่ระหว่างการสรรหาอยู่นะครับ แต่ทีมที่มีอยู่เขาก็มีประสิทธิภาพ สามารถทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ แต่อาจจะต้องมีมุมมองใหม่ๆ มากขึ้นนะครับ ผมยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปพัฒนาอะไรมากในส่วนของศูนย์ข้อมูลนะ แต่น่าสนุกครับเรื่องทำ Data ยังสนุกกับมันอยู่

    "เราจะใช้ AI เข้ามาช่วย 2 ส่วน ส่วนแรกคือพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของเรา ส่วนที่สองคือ Automate อะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำเองก็ให้ AI มาทำแทน เราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น"
  • ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่อง LTV - Loan to Value ซึ่งในที่สุดแบงก์ชาติปลดล็อคต่ออายุให้อีก 1 ปี แต่เหมือนแบงก์ก็ยังไม่ค่อยยอมปล่อยกู้ ...จริงๆ ดร.มหัทธนะคิดว่าที่แบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ เป็นเพราะอะไร หรืออะไรที่ทำให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์กำลังลำบาก

    จริงๆ ก็อย่างที่พวกเราทราบกันอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนสูงมากถึง 80% แล้วหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้มาจาก Personal Loan แล้วอาจจะส่งผลกระทบถึงการเข้าถึงสินเชื่อของที่อยู่อาศัยด้วย วิธีการแก้ไขตอนนี้เราพยายามที่จะพัฒนา Credit Scoring แบบใหม่ขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้คนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น อย่างเช่นที่ผมได้เคยพูดคุยกับในหลายๆ ที่แล้วว่า เราพยายามที่จะให้โอกาสกลุ่มอาชีพอิสระมากขึ้น เพราะตอนนี้พฤติกรรมของคนในด้านการเงินเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ แล้วคนหันมาประกอบอาชีพอิสระมีมากขึ้น

    เราพัฒนา Credit Scoring ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ให้โอกาสกลุ่มที่มีอาชีพอิสระได้เข้ามาใช้สินเชื่อได้มากขึ้น แล้วพยายามหา Score แบบใหม่ๆ ซึ่งอาจจะตรงกับนโยบายของกระทรวงการคลังที่ตอนนี้พยายามพัฒนา ARI Score อยู่ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับ ธอส.และธนาคารอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งย้อนกลับไปในคำตอบก็คือหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูงอยู่ การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น เราเลยใช้ Score มาช่วย ผมจะใช้คำว่าโอกาส คือเราต้องให้โอกาสกับคน ให้เขาเข้าถึงสินเชื่อและให้เขามีบ้าน

    "ในอนาคตผมพยายามที่จะยกระดับฐานข้อมูลของเราให้ดียิ่งขึ้น ผมว่าคนที่มี Data เป็นคนที่น่าจะชนะ เราต้องยกระดับฐานข้อมูลของเราให้เกิดประโยชน์มากที่สุด"

    "เราพัฒนา Credit Scoring แล้วใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ให้โอกาสกลุ่มที่มีอาชีพอิสระได้เข้ามาใช้สินเชื่อได้มากขึ้น"
  • ที่พูดตอนต้นว่า ธอส.ต้องหันกลับมาดูตัวเองด้วย เวลาเราจะปล่อยกู้ มันก็คือเราช่วยเขา ดูแล้วตอนนี้ฐานะของเราโอเคหรือไม่ การจัดการ NPL NPA เป็นอย่างไร

    อย่างที่เรียนครับธนาคารเรามีความเข้มแข็งมาก ตอนนี้เรามี Asset แตะ 2 ล้านล้านบาทแล้ว NPL เราก็ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ถึงแม้ว่าลูกค้าเราเป็นกลุ่มเปราะบางค่อนข้างมาก เพราะเรามีเป้าหมายว่าในพอร์ตสินเชื่อบ้าน 65% ต้องเป็นบ้านที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้าน ซึ่งในกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้จะค่อนข้างเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่นอยู่แล้ว แต่ NPL เราก็ยังอยู่ในระดับที่ 5% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ถือว่าอยู่ในจุดที่บริหารจัดการได้อยู่ เป็นไปตามเป้าหมายอยู่

    แต่เราพยายามที่จะเข้าไปดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด จาก Performing Loan ตัว PL ปกติ เรามาดูว่าถ้าเกิด sign หรือเกิดสัญญาณที่เขาเริ่มไม่ดีเราจะเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าก่อน ก่อนที่เขาจะไหลมาเป็น Special Mention (SM) ส่วนที่เป็นกลุ่ม SM เราเริ่มเข้าไปดูว่าจะพยายามไม่ให้เขาไหลไปที่ NPL มีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการที่มาดูแลค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณเงินงวดที่เหมาะสม การประนอมหนี้ต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 80,000 บัญชี เราก็เข้าไปช่วยเขาอยู่นะครับ

    เรามี Dashboard เรายังมาดูว่าคนที่เริ่มมี sign แล้วสาขาก็เข้าไปพูดคุยกับลูกค้าว่าเขามีปัญหาอะไร จะได้ช่วยเขาตั้งแต่เนิ่นๆ

    ข้อดีของเราอย่างหนึ่งคือลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะไว้วางใจธนาคาร ไว้วางใจพนักงานของเรา จะเข้ามาพูดคุยกับทางพนักงานของเราทุกๆ เดือน ตอนแรกผมแปลกใจว่าทำไมทุกสิ้นเดือนนี้ลูกค้าต้องเข้ามาที่สาขาเพื่อมาจ่ายเงินงวด ทำไมไม่จ่ายออนไลน์ อันนี้ผมไปคุยกับลูกค้าโดยตรง เขาบอกเขาอยากเข้ามาเจอพนักงานได้คุยกันแบบตัวเป็นๆ มากกว่า มีอะไรพนักงานจะได้แนะนำ...อันนี้เป็นจุดแข็งของเรา นั่นก็คือ Relationship เรามีกับทางลูกค้า ถ้าเกิดมีอะไร เราจะสามารถที่จะเข้าไปแนะนำ ไปช่วยเหลือได้ทันก่อนที่เขาจะมีปัญหา เราไม่ต้องรอให้มีปัญหาก่อนแล้วค่อยมาประนอมหนี้ มาพักหนี้ ก็ช่วยดูกันอยู่

    แล้วไม่ใช่เฉพาะแค่คนที่มีปัญหา เรายังดูเรื่อง Rejection Rate ของคนที่เข้ามาหาเราด้วย ผมไม่อยากจะใช้คำว่า เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่อยากใช้คำว่า เราดูแลให้โอกาสทุกคน ใครที่เข้ามาหาเราถ้าเขายังไม่พร้อม เราก็ยังไม่ทิ้งเขา เรายังดูแลเขา พัฒนาเขา ให้ความรู้ ให้คำแนะนำจนกว่าเขาพร้อมแล้วเราจะให้สินเชื่อได้

    ผมมีแนวคิดว่าจะปรับบทบาทให้เป็น Beyond Housing Bank คือให้ ธอส.เป็นที่พึ่งแรกและที่พึ่งสำคัญให้กับทุกคนที่อยากมีบ้าน จึงแทบจะไม่ค่อยมีเสียงบ่นว่า เราไม่ปล่อยสินเชื่อ เราดูแลหมดตั้งแต่ก่อนมีบ้านจนถึงได้มีบ้านแล้วก็สามารถรักษาบ้านไว้ได้ เรียกว่าทั้ง Value Chain ไม่ทิ้งใคร ...เราอยู่ระหว่างพัฒนา มี AI มี Agent เข้ามาก็จะช่วยทำให้เรามีเวลาทำงานดูแลลูกค้าได้มากขึ้น
          
    "ธอส.มีความเข้มแข็งมาก ตอนนี้ Asset แตะ 2 ล้านล้านบาท NPLอยู่ที่ 5% ถือว่าอยู่ในจุดที่บริหารจัดการได้"

    "เราอยากเป็นศูนย์กลางของ Ecosystem นี้ ถ้าใครอยากมีบ้านต้องนึกถึง ธอส.เป็นที่แรก เราจะเป็น Beyond Housing Bank คือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ให้ความรู้การออม การใช้จ่าย เพื่อให้มีบ้านได้ในอนาคต"
  • ตอนอยู่ สศค. ได้ดูแลเรื่องประกันด้วยใช่หรือไม่

    ครับ ผมได้ดูประกันช่วงหนึ่ง ผมอยู่กระทรวงการคลังประมาณ 15 ปี ดูประกันประมาณสัก 4 ปี นอกนั้นดูแบงก์
  • พูดถึงบ้าน การให้สินเชื่อบ้าน ก็มีเรื่องการประกันภัยด้วย อันนี้คือจากประสบการณ์จะนำมาปรับใช้ อะไรกับเรื่องประกันให้ลูกค้าให้เกิดประโยชน์

    เรามีการส่งเสริม แนะนำให้ลูกค้าบริหารความเสี่ยงว่าประกันเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง สมมติว่าลูกค้าซื้อประกันแล้วถ้าเกิดเขาเป็นอะไรไปจะได้ไม่ทิ้งภาระให้กับทายาท ก็มีการแนะนำมีการให้ความรู้กับลูกค้าว่ายังมีเครื่องมือที่จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้
    เรายังมองกว้างออกไปว่าอีกหน่อยเราอยากเป็นศูนย์กลางของ Ecosystem นี้ ถ้าใครอยากมีบ้านต้องนึกถึง ธอส. เป็นที่แรก แล้วอาจจะนึกถึงก่อนที่จะไปดูบ้านด้วยซ้ำ คือเราสามารถที่จะเป็นตัวกลางเชื่อมให้เขาไปเห็นบ้านได้เพราะว่ามันก็เหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆ สมมติว่าอยากจะซื้อบ้านก็มาดูออนไลน์แล้วเราก็เชื่อมต่อไปถึงผู้ประกอบการที่เป็น Partner ของเรา
  • นึกถึงเรื่องบ้าน ... นึกถึง ธอส.

    ใช่ครับ แล้วเราก็จะเป็น Beyond Housing Bank คือเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน เราให้ความรู้ว่าควรที่จะเก็บออมยังไง ใช้จ่ายยังไงถึงจะมีบ้านได้ในอนาคต เราก็มี Partner ที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะคิดรีโนเวทบ้านก็คิดถึง ธอส. คิดจะทำ Solar Rooftop ก็มาหาที่ ธอส. ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใน Ecosystem นี้ ผมว่ามันเชื่อมต่อกันหมดเราจะเป็นตัวกลาง
  • ธอส.เตรียมงบไว้เท่าไหร่ที่จะปล่อยกู้พลังงานสะอาด Solar Roof

    ในส่วนของสินเชื่อ Green และ Solar Roof ปีนี้เตรียมไว้ 3.2 หมื่นล้าน เราตั้งเป้าหมายว่าพยายามที่จะให้มีสัดส่วนด้านนี้มากกว่า 10% ของทั้งพอร์ต ซึ่งตอนนี้เรามี Product หลายๆ Product ที่เกี่ยวข้องกับ Green Finance เช่นบ้านราคาประหยัด บ้านประหยัดพลังงาน มีสินเชื่อซ่อมแต่งที่สามารถกู้ไปติดตั้ง Solar Rooftop ได้ โดยดอกเบี้ยเราต่ำที่สุดในตลาด คือ 1% ต่อปี และกำลังอยู่ระหว่างการคิด Product ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาตอบโจทย์เรื่องพลังงานสะอาดมากขึ้น
  • Ecosystem ที่ ดร.มหัทธนะ จะทำนั้นคือจะทำเป็น Platform

    ครับ ในอนาคตจะเป็น Platform ซึ่งผมมี 2 อย่าง 2 ส่วนทั้ง Online และทั้ง Offline แล้ว Link ไปที่อื่นได้ ไม่ว่าจะ Link ไปที่ Developer Link ไปที่ Retail ที่เกี่ยวกับเรื่องตกแต่งบ้าน หรือผู้ติดตั้ง Solar Rooftop หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับ Ecosystem เรื่องที่อยู่อาศัยทั้งหมด

    "สินเชื่อภาพรวมอาจจะติดลบ แต่ของเรายังเป็นบวกอยู่"
     
  • พอมีการพัฒนาเทคโนโลยี AI จะทำให้มีผลกับจำนวนพนักงาน มีนโยบายจำนวนสาขา เราจำเป็นจะต้องมีการยุบขยายหรือไม่

    นโยบายของเราคือว่าเราจะบริหารทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เรื่องสาขาก็คือยังไงเราต้องมีสาขาในทุกจังหวัดอยู่แล้ว เพื่อที่จะให้ลูกค้าสามารถเข้าถึง Offline ได้ด้วย เพราะลูกค้าเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง แต่อาจจะมีการควบรวมบางสาขาที่อาจจะอยู่ใกล้กันหรืออาจจะมีการปรับตามบริบทที่มันเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายว่าต้องยุบ 10% , 20% ...ไม่ครับ... อาจจะมีการปรับให้สอดคล้องกับบริบทมากขึ้นครับ ทุกจังหวัดยังไงก็ต้องมี ธอส.อยู่
  • BAM ถือเป็นคู่แข่งบ้านมือสองไหม

    ไม่นะครับ คือเรามีบ้านมือสองประมาณหมื่นกว่ารายการ เราขายและบริหารเอง เรามีการประมูลทั้งออนไลน์ออฟไลน์แล้วก็ทำได้ตามเป้า ปีที่แล้วทำได้ตามเป้า ปีนี้ก็คงพยายามที่จะได้ตามเป้าตามที่เราตั้งไว้ เราไม่ได้ขายพอร์ต NPA ให้กับใคร เราจัดประมูลเอง ขายเอง มีโปรโมชั่นสินเชื่อด้วย
  • คิดยังไงกับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่นิยมเช่าบ้านมากกว่าซื้อ

    เรื่องนี้ผมว่าน่าสนใจ...ถ้าสำนักวิจัยบอกว่า Hypothesis คือว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากซื้อบ้าน อยากเช่าเพราะไม่ต้องการถือ Asset เป็นของตัวเอง แต่ผมพยายามคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเรามีฐานข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อยากทำวิจัยดูว่าเรื่องนี้มันจริงหรือเปล่า-ที่ว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่อยากมีบ้านแล้วอยากเช่า เพราะผมเชื่อว่ายังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่อยากมีบ้านเพียงแต่ว่าบางคนอาจจะเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ อยากรู้เหมือนกันว่าสัดส่วนในหนไหนมันเยอะกว่ากัน ระหว่างคนที่ไม่อยากซื้อกับคนที่อยากมีบ้าน มีจำนวนมากที่อยากเช่าไม่อยากซื้อ แต่ก็มีจำนวนมากที่อยากซื้อ มีจำนวนพอสมควรที่อาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ก็คงต้องมาดูกันว่ากลุ่มที่อยากมีบ้านและที่เขาพร้อมแล้วนี่มีใครยังไง เรื่องนี้ ธอส.จะเข้าไปศึกษาข้อมูล
     
     ที่คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปแน่ๆ ก็คือว่าอยากมีบ้านเร็วขึ้นหรืออยากเช่าบ้าน เพราะว่าอาจจะไม่เหมือนสังคมสมัยก่อนคือเขาออกมาอยู่เองมากขึ้น ไปทำงานที่ไม่ใช่ที่อยู่ในพื้นที่ตัวเองมากขึ้น อันนี้เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแน่นอน และบริบทมันก็เปลี่ยนไปเลยนะครับ คนอยากย้ายที่อยู่เร็วขึ้น อย่างคนที่ผมรู้จักบางคนที่ทำงานใน Tech เขาทำงานที่บ้าน ก็อยากมีบ้านอยู่ชายทะเล ทำงานในบ้านสบายๆ ส่วนเด็กจบใหม่บางทีอยากไปเช่าหรืออยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน อย่างไรก็ตามสุดท้ายหลังจากที่เขาสะสม wealth ได้แล้วเขาน่าจะอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง

     ผมคิดว่าบ้านยังเป็น Asset ที่มี Value สามารถสะสมมูลค่าได้

     ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ธนาคารที่ทำให้คนไทยมีบ้าน เปลี่ยนผู้นำทัพคนใหม่ "แบบไร้รอยต่อ" คือหลังจากที่ กมลภพ วีระพละ ลาจากเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการ ตามวาระเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ส่งไม้ต่อให้ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ เข้ารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการคนใหม่แทนในวันรุ่งขึ้น 22 ธันวาคม 2568 ทันที ตามความเห็นชอบของแบงก์ชาติและคณะกรรมการ ธอส.

     ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ เข้าทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ ธอส.คนที่ 15 เป็นนายแบงก์คนใหม่ป้ายแดง ที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา ด้วยอายุอานาม 49 ปีเปรียบเป็น ขิง เรียกว่า กำลังดี ไม่อ่อน/ไม่แก่เกินไป วิสัยทัศน์การทำงานและประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์เชิงนโยบายและความรู้ด้านเทคโนโลยี ลงตัวพอดีกับ ธอส.ที่กำลังต้องการผู้บริหารต่อยอดเพื่อก้าวไปข้างหน้าในยุคเศรษฐกิจใหม่

     ด้วยนามสกุล "อัมพรพิสิฏฐ์" ทำให้ ดร.มหัทธนะ คงจะต้องตอบคำถามบ่อยๆ ว่าเป็นอะไรกับ "บิ๊กหมง" พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด

      ดร.มหัทธนะ เป็นลูกชายคนเดียวของ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ กับ คุณหญิงอัญชลี อัมพรพิสิฏฐ์ (พี่น้อง ดร.มหัทธนะ อีก 2 คนเป็นหญิงทั้งคู่) แต่ ดร.มหัทธนะ ไม่ได้เลือกตามรอยบิดา เข้ารับราชการทหาร ไม่เข้าเรียนนายร้อย จปร. แต่เลือกไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก University of California, Irvine จากนั้นกลับมาเรียนโท สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนบินกลับไปเพิ่มความรู้เพิ่มที่สหรัฐ คว้าปริญญาโทอีกใบในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์, Claremont Graduate University (California) แถมต่อ ปริญญาเอก สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์, Claremont Graduate University (California), สหรัฐอเมริกา

     ดร.มหัทธนะ มีความเชี่ยวชาญผ่านประสบการณ์งานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเป็นรองผู้จัดการใหญ่ของบริษัทไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และกรรมการผู้จัดการบริษัทไทยประกันภัย รวมถึงเป็นกรรมการบริษัทมหาชนหลายแห่ง จากนั้นเข้าทำงานราชการที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ในฝ่ายกำกับดูแลทั้งธุรกิจประกันภัยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มากว่า 10 ปี แล้วขยับมาเป็น ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ก่อนจะมาใส่สูทนายแบงก์เป็นกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.

     ผลงานที่เข้าตากรรมการและระบุว่าเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจให้ ดร.มหัทธนะ มาเป็นแม่ทัพดูแลธนาคารอาคารสงเคราะห์ คือ "เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เชิงนโยบาย ควบคู่กับประสบการณ์ในการขับเคลื่อน Digital Transformation ตลอดจนมีประสบการณ์การบริหารจัดการองค์กรในตำแหน่งสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้สามารถตอบสนองนโยบายรัฐบาลและสานต่อการดำเนินงานด้านต่างๆ ของ ธอส. ได้"

     "มหัทธนะ" เป็นภาษาบาลีสันสกฤต แปลว่า ผู้มั่งคั่ง คนมีทรัพย์มาก เศรษฐี ร่ำรวย ...ถ้าถือตามเคล็ดเอาโชคก็น่าจะดี เพราะ ผู้มั่งคั่ง คนมีทรัพย์มาก เศรษฐี ร่ำรวย มาเป็นนายแบงก์ บริหารงานที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ น่าจะช่วยเพิ่มเติมโอกาส/เดิมความมั่งคั่ง ให้ลูกค้า/คนไทยสามารถขอสินเชื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยได้คนละหลังสองหลัง !!!