THBA เผยครึ่งปีแรกอสังหาฯยังทรุด รับสร้างบ้านโตสวนยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง
วันที่ : 10 กรกฎาคม 2569
สมาคมไทยรับสร้างบ้าน เผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ- ภาคอสังหาฯ 6 เดือนแรกพบว่า อสังหาฯ ย้งชะลอตัวหนัก ชี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งฉุดกำลังซื้อหด ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ดันต้นทุนพลังงานและราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจลงทุนในที่อยู่อาศัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจและภาคธุรกิจอสังหาหกเดือนแรกพบว่าตลาดอสังหายังคงชะลอตัวอย่างหนักจากปัจจัยหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่หดตัวลงประกอบกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์สงครามในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุน พลังงานปรับตัวสูงขึ้นและมีผลต่อราคาวัสดุก่อสร้างรวมถึงราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น
จากวิกฤตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจองและยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และเริ่มลามสู่กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท เนื่องจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้เพื่อป้องกันหนี้เสีย (NPLs) ดันให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ในบางภูมิภาคพุ่งสูงถึงร้อยละ 50-60 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ขณะเดียวกัน ราคาบ้านจัดสรรพร้อมที่ดินก็ถีบตัวสูงขึ้นตามราคาประเมินใหม่ จนเกินกว่าความสามารถในการซื้อของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z)อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว "ธุรกิจรับสร้างบ้าน" กลับสามารถเติบโตสวนกระแสได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมปริมาณบ้านสร้างเองทั่วประเทศจะชะลอตัวลง แต่ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและต้องการสร้างบ้านจริงๆ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาเลือกใช้บริการกับ "บริษัทรับสร้างบ้าน" แทนผู้รับเหมาทั่วไป เพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องการทิ้งงานและปัญหางบบานปลาย
นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในระบบรวมกันมากกว่า 500 รายทั่วประเทศ เนื่องจากมีกลุ่มทุนใหญ่และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบหันมากระโจนเข้าสู่ตลาดนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว การหลั่งไหลเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ช่วยดึงส่วนแบ่งทางการตลาดมาจากผู้รับเหมาทั่วไป ส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดรับสร้างบ้านยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตและขยายตัวได้ดี
พร้อมกันนี้ นายกสมาคมฯ ได้ให้ข้อคิดเตือนใจแก่ผู้บริโภคว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นตลาดเสรีที่ยังไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมโดยตรง การเลือกใช้บริการจึงไม่ควรหลงเชื่อเพียงคำโฆษณาหรือการันตีจากสมาคมต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ดุลพินิจตรวจสอบประวัติ ผลงานก่อสร้างจริง และข้อสัญญาอย่างรอบคอบที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการ นายนิรัญเน้นย้ำว่า "วินัยทางการเงิน" คือกุญแจสำคัญในการอยู่รอด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ เปราะบางเช่นนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรเร่งทำตลาดจนมียอดขายเกินศักยภาพ (Overcapacity) และต้องระมัดระวังการบริหารกระแสเงินสดอย่างสูงสุด เนื่องจากโมเดลธุรกิจนี้เป็นลักษณะรายได้นำหน้ารายจ่าย ห้ามนำเงินค่างวดล่วงหน้าของลูกค้าไปใช้จ่ายผิดประเภทหรือลงทุนเกินตัว เพราะหากยอดขายใหม่ชะลอตัว จะเกิดปัญหาสภาพคล่องงูกินหางและส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงในที่สุด
จากวิกฤตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจองและยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และเริ่มลามสู่กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท เนื่องจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้เพื่อป้องกันหนี้เสีย (NPLs) ดันให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ในบางภูมิภาคพุ่งสูงถึงร้อยละ 50-60 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ขณะเดียวกัน ราคาบ้านจัดสรรพร้อมที่ดินก็ถีบตัวสูงขึ้นตามราคาประเมินใหม่ จนเกินกว่าความสามารถในการซื้อของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z)อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว "ธุรกิจรับสร้างบ้าน" กลับสามารถเติบโตสวนกระแสได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมปริมาณบ้านสร้างเองทั่วประเทศจะชะลอตัวลง แต่ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและต้องการสร้างบ้านจริงๆ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาเลือกใช้บริการกับ "บริษัทรับสร้างบ้าน" แทนผู้รับเหมาทั่วไป เพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องการทิ้งงานและปัญหางบบานปลาย
นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในระบบรวมกันมากกว่า 500 รายทั่วประเทศ เนื่องจากมีกลุ่มทุนใหญ่และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบหันมากระโจนเข้าสู่ตลาดนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว การหลั่งไหลเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ช่วยดึงส่วนแบ่งทางการตลาดมาจากผู้รับเหมาทั่วไป ส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดรับสร้างบ้านยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตและขยายตัวได้ดี
พร้อมกันนี้ นายกสมาคมฯ ได้ให้ข้อคิดเตือนใจแก่ผู้บริโภคว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นตลาดเสรีที่ยังไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมโดยตรง การเลือกใช้บริการจึงไม่ควรหลงเชื่อเพียงคำโฆษณาหรือการันตีจากสมาคมต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ดุลพินิจตรวจสอบประวัติ ผลงานก่อสร้างจริง และข้อสัญญาอย่างรอบคอบที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการ นายนิรัญเน้นย้ำว่า "วินัยทางการเงิน" คือกุญแจสำคัญในการอยู่รอด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ เปราะบางเช่นนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรเร่งทำตลาดจนมียอดขายเกินศักยภาพ (Overcapacity) และต้องระมัดระวังการบริหารกระแสเงินสดอย่างสูงสุด เนื่องจากโมเดลธุรกิจนี้เป็นลักษณะรายได้นำหน้ารายจ่าย ห้ามนำเงินค่างวดล่วงหน้าของลูกค้าไปใช้จ่ายผิดประเภทหรือลงทุนเกินตัว เพราะหากยอดขายใหม่ชะลอตัว จะเกิดปัญหาสภาพคล่องงูกินหางและส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงในที่สุด
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ
