อสังหาฯ จับมือซัพพลายเชน คุมคาร์บอนทั้งวงจรปูทาง Net Zero
Loading

อสังหาฯ จับมือซัพพลายเชน คุมคาร์บอนทั้งวงจรปูทาง Net Zero

วันที่ : 15 กรกฎาคม 2569
สวทช. ชี้ว่า เครื่องมือทางการเงินด้านความยั่งยืน เช่น Green Bond, Social Bond และ Sustainability Bond มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่การลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนต้องดำเนินควบคู่ตลอดห่วงโซ่การพัฒนาอาคาร
   อสังหาฯไทย วัดคาร์บอนทั้งห่วงโซ่ ผู้เชี่ยวชาญชี้เป้า Net Zero ต้องมาพร้อม Green Finance มาตรฐานอาคารเขียว และนวัตกรรมการก่อสร้าง โดยมองบ้านกรีนเป็นการลงทุนสร้างความได้เปรียบระยะยาว

   การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

   เวทีเสวนา "GREEN FUTURE : Finance Energy Living" จัดโดยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สะท้อนภาพอสังหาฯ จาก 3 ภาคส่วน ทั้งนักวิจัยด้านการเงินสีเขียว ผู้เชี่ยวชาญจาก International Finance Corporation (IFC) และผู้พัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้าง ว่าการขับเคลื่อนอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ Net Zero ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งเครื่องมือทางการเงิน มาตรฐานอาคารเขียว และการจัดการคาร์บอนตลอดทั้งซัพพลายเชน

   ทัศนีย์วรรณ ชมอินทร์ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องมือทางการเงินด้านความยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการลงทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น Green Bond, Social Bond และ Sustainability Bond ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

   อย่างไรก็ตาม เธอยังระบุว่า Green Finance เป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะการลดคาร์บอนในภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตวัสดุ ไปจนถึงปลายน้ำคือการใช้งานอาคารจริง

   การออกตราสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุน แต่ยังเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เนื่องจากโครงการต้องมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน มีการติดตามผล และรายงานความคืบหน้าตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้ตลาดทุนเริ่มให้ความสำคัญกับโครงการที่มีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

   ด้าน อมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ Green Building Market Transformation Lead ประจำบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าวว่า อาคารสีเขียวกำลังเปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "มาตรฐานใหม่" ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

   "Green Building ไม่ใช่แค่การออกแบบสวยหรือรักษ์โลกเท่านั้น แต่คือการออกแบบต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในอีก 40-60 ปีข้างหน้า"

   อมรรัตน์ อธิบายว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินใจซื้อบ้านจากทำเลและราคาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งคำถามถึงคุณภาพอาคาร ความสามารถในการประหยัดพลังงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ รวมถึงต้นทุนการบำรุงรักษาในระยะยาว ซึ่งล้วนส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของบ้าน

   ผลการศึกษาของ IFC ยังพบว่า บ้านที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำเดือน ทำให้ผู้กู้มีเงินเหลือสำหรับชำระหนี้ ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระลดลง และคุณภาพสินเชื่อของ Green Loan มีแนวโน้มดีกว่าสินเชื่อทั่วไป

   นอกจากนี้ การพัฒนาอาคารสีเขียวยังช่วยสร้างความแตกต่างทางการตลาด (Product Differentiation) เพิ่มมูลค่าโครงการ และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น

   อมรรัตน์กล่าวว่า การรับรองอาคารสีเขียวในอนาคตจะไม่ยึดเพียงการผ่านเกณฑ์แบบ Checklist แต่ต้องสามารถวัดผลเชิงปริมาณได้จริง โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับอาคารอ้างอิง (Baseline)

   ภายใต้ Thailand Taxonomy และแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเทศไทยกำลังกำหนดให้โครงการใหม่ต้องแสดงประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในระยะต่อไป อาคารควรมีประสิทธิภาพดีกว่ามาตรฐานเดิมไม่น้อยกว่า 40% เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

   เธอระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องมือสนับสนุนครบทั้งระบบ ทั้งมาตรฐานอาคารเขียว ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียวจากสถาบันการเงิน Thailand Taxonomy รวมถึงร่างกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหลือเพียงการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

   ลดคาร์บอนต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบและเลือกวัสดุ

   ขณะที่ นิษฐา ภูษาชีวะ จาก SCG กล่าวว่า การลดคาร์บอนในภาคก่อสร้างต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ไม่ใช่รอจนก่อสร้างแล้วเสร็จ เพราะคาร์บอนจำนวนมากถูกกำหนดตั้งแต่ขั้นตอนเลือกวัสดุและวางระบบอาคาร

   ปัจจุบัน SCG ได้เริ่มนำเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) มาเชื่อมโยงข้อมูลวัสดุก่อสร้างกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Embodied Carbon) ทำให้ผู้ออกแบบสามารถเปรียบเทียบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของวัสดุแต่ละชนิดได้ตั้งแต่ต้น

   เมื่อข้อมูลด้านคาร์บอนถูกผนวกเข้ากับแบบก่อสร้าง นักออกแบบและผู้พัฒนาโครงการจะสามารถตัดสินใจเลือกวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการปล่อยคาร์บอน และบริหารต้นทุนได้พร้อมกัน

   นอกจากการเลือกวัสดุแล้ว SCG ยังให้ความสำคัญกับการจัดการเศษวัสดุก่อสร้าง โดยเสนอแนวทางบริหารจัดการในระดับพื้นที่ (Area-based) และศูนย์กลางรวบรวม (Hubbased) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ

   ซัพพลายเชนคือจุดชี้ขาดของการลดคาร์บอนทั้งวงจร

   อย่างไรก้ตาม ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า การลดคาร์บอนของอสังหาริมทรัพย์จะสำเร็จไม่ได้ หากมองเพียงตัวอาคารหรือเฉพาะแหล่งเงินทุน เพราะคาร์บอนส่วนใหญ่เกิดขึ้นตลอดทั้งวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ การขนส่ง การก่อสร้าง การใช้งาน ไปจนถึงการรื้อถอนและรีไซเคิล

   ดังนั้น การทำงานร่วมกันของผู้พัฒนาโครงการ ผู้ผลิตวัสดุ สถาบันการเงิน และผู้รับเหมา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลคาร์บอนร่วมกันในซัพพลายเชน เพื่อให้ทุกฝ-ายตัดสินใจบนฐานข้อมูลเดียวกัน

   เมื่อมาตรฐานอาคารสีเขียว เทคโนโลยีการก่อสร้าง และเครื่องมือทางการเงินถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงทางธุรกิจ เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคได้รับบ้านที่ประหยัดพลังงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ท่ามกลางเป้าหมาย Net Zero ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกปี ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงต้องทำงานร่วมกับซัพพลายเชนทั้งระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ