ปักธง 'ธอส.' ผู้นำสินเชื่อบ้าน หนุนคนไทย-ธุรกิจฝ่าวิกฤติ!
Loading

ปักธง 'ธอส.' ผู้นำสินเชื่อบ้าน หนุนคนไทย-ธุรกิจฝ่าวิกฤติ!

วันที่ : 16 กรกฎาคม 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ระบุว่า แม้ภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2569 มีแนวโน้มหดตัว แต่การขยายเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย
      "ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ต้องเป็น Market Leader หรือเป็นผู้นำตลาด! และในอนาคต ธอส.จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสามารถกำหนดแนวทาง หรือ Set Direction ของตลาด เพื่อกำหนดหรือเซตทิศทางทั้งการปล่อยสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย ให้ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น ปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตาม ธอส.ให้ได้" เป็นหนึ่งในประโยคสำคัญที่ 'ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฎฐ์" กรรมการผู้จัดการ ธอส. ได้เปิดใจไว้กับ 'ทีมข่าวเศรษฐกิจเดลินิวส์"

    แม้จะเข้ามาสวมหมวกนั่งเก้าอี้บิ๊กบอส คนที่ 15 ของแบงก์ ธอส. ได้เพียงแค่ 6 เดือนเศษ นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 แต่ "ดร.มหัทธนะ" ก็สามารถทำให้พันธกิจของ ธอส.ที่สนับสนุนให้คนไทยมีบ้านลุล่วงไปด้วยดี เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ของ ธอส.ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทำได้มากกว่า 50% ของเป้าหมายทั้งปีไปแล้ว ท่ามกลางสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันที่มีความเปราะบางสูง ทั้งเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่สูง ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก! ที่บรรดาธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    ปล่อยกู้เกินเป้า

    "ดร.เป้-มหัทธนะ" เล่าให้ฟังถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนองค์กรที่มีสินทรัพย์ขนาดกว่า 2 ล้านล้านบาท ว่า สิ่งสำคัญ ที่สุดคือการทำพันธกิจของธนาคารให้ลุล่วงโดยสำเร็จ นั่นคือ...การสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน ขณะเดียวกันก็ได้เติมเรื่องของ "ความยั่งยืน" ที่เป็นมิติใหม่เพื่อทำให้ ธอส.ต้องเป็นมากกว่าเพียงผู้ปล่อยสินเชื่อเท่านั้น!! แต่...ต้องเป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นผู้ช่วยดูแลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม เวลานี้ ต้องยอมรับว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ในภาวะที่ ไม่ดีนัก ซึ่ง ธอส.ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีหน้าที่สำคัญ คือการดูแลช่วยเหลือประชาชน ก็ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

    "ทุกวันนี้...ธนาคารได้ทำงานเชิงรุกหลายมิติ โดยผมให้นโยบายทีมงานทั้งฝ่ายสาขา ฝ่ายสนับสนุนให้เข้าถึงตัวลูกค้าเต็มที่ จนทำให้ครึ่งปีแรก สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 123,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของยอดทั้งปี ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะตามปกติแล้วช่วงครึ่งปีแรก การปล่อยสินเชื่อมักไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังที่ดีกว่า ดังนั้น ถ้าวันนี้ไม่มี ธอส.ก็เชื่อว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ คงได้รับผลกระทบหนักกว่านี้"
ช่วยบ้านต่ำกว่า3ล้าน

    อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่ตอกย้ำบทบาทของ ธอส.ได้ดี คือ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายบ้านไตรมาสแรก ของปี 69 พบว่าส่วนใหญ่เป็นบ้านราคาไม่สูง รวมถึงบ้านมือสองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าหลักของธนาคาร โดยยอดโอนบ้านมือสองมีสัดส่วนกว่า 60% ของการโอนทั้งหมด และที่สำคัญ! บ้านราคาต่ำกว่าราคา 7 ล้านบาท กลับเติบโตมากถึง 15% ทีเดียว ส่วนบ้านมือหนึ่งที่มีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% ทำให้ภาพรวมของกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท เติบโต 13%

    "ต้องยอมรับว่าบ้านเล็ก ๆ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่มียอดเติบโตขึ้นได้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ธอส. ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างภูมิใจว่า มีส่วนช่วยให้คนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้จริง ซึ่งตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ต้องมีสัดส่วนปล่อยกู้กลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้ถึง 65% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ส่วนเป้าหมายใหญ่ทั้งปี 69 กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 246,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5,000 ล้านบาท ก็ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดนับตั้งแต่ปี 64 และเป็นโจทก์ที่ท้าทาย ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่จำกัด"

    ครึ่งปีหลังเปราะบาง

    อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในโซนของคำว่า "เปราะบาง" ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของแบงก์ชาติ ที่ออกมาเตือนเรื่องความสามารถ ในการชำระหนี้ของลูกค้าที่ลดลง แต่!โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า อสังหาริมทรัพย์ไทยในเวลานี้อยู่ในช่วง...ใกล้หรือผ่านจุดต่ำสุด ไปแล้ว เพียงแต่การฟื้นตัวหลังจากนี้ จะอยู่ในรูปแบบค่อยเป็น ค่อยไป ที่สำคัญ..."บ้านมือสอง" ยังมาแรงแซงบ้านมือหนึ่ง เพราะจากข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา พบว่า "บ้านมือสอง" มีสัดส่วนกว่า 60% ของการโอนทั้งหมด โดยเฉพาะบ้านต่ำกว่า 7 ล้านบาท

    แม้ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยในภาพรวมทั้งปี 69 นี้ อาจติดลบ 1% ในเชิงจำนวน และติดลบ 2% ในเชิงมูลค่าก็ตาม แต่เป็นการคาดการณ์ก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการขยายเวลาการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์แอลทีวี โดยมองว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถช่วยกระตุ้นตลาดให้ดีขึ้นได้ ประกอบกับปัจจัยบวกอื่น เช่น การเติบโตของจีดีพี ไตรมาสแรกที่ขยายตัวเกินคาด ขณะที่ดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

    ปรับบทบาท ธอส.

    'ดร.มหัทธนะ" ยังได้ย้ำถึงบทบาทของ ธอส. ไว้ด้วย ว่า ได้มุ่งสร้างการเปลี่ยนบทบาทจาก 'ธนาคารผู้ปล่อยกู้" ไปสู่ 'ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการที่ครอบคลุมตลอดวงจรการมีบ้าน" ภายใต้แนวคิด Beyond Housing Bank ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยตัวจริงเสียงจริงของประเทศ โดยปัจจุบันธนาคารครองส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อปล่อยใหม่ถึง 40% และมีสินเชื่อคงค้างกว่า 30% มากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่ทำให้ ธอส.ก้าวเป็นผู้นำตลาดได้ เพื่อกำหนดทิศทางสินเชื่อบ้าน ทั้งในแง่ของการปล่อยกู้ หรือทิศทางอัตราดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึง บ้านหลังใหม่ และช่วยรักษาบ้านที่มีอยู่เดิมไว้

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...การขยายโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์รายได้ที่แน่นอน ซึ่งได้นำระบบสกอริง และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มนี้ ให้แม่นยำขึ้น พร้อมออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแต่ละ กลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเฟิร์ส จ๊อบเบอร์ หรือผู้ที่เพิ่งทำงาน ผู้สูงอายุ หรือข้าราชการ

    ใช้ข้อมูลไอทีช่วย

    "ณ วันนี้ ธอส.มีข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยมากที่สุดในประเทศ จึงต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลตรงนี้ให้มากขึ้น ให้ลูกค้าร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงได้"

    อีกจุดต่างสำคัญของธนาคารที่ไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์ คือ...การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หากผู้กู้มีความต้องการและความสามารถจริง ธนาคารจะพยายามปล่อยสินเชื่อให้ แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อม ธนาคารก็ใช่ว่า...จะปฏิเสธไปเฉย ๆ แต่จะนำเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า "บ่มเพาะ" ให้ความรู้ทางการเงิน ฝึกวินัยการออม จนกว่ามีความพร้อม ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1 ปี ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มนี้ที่ผ่านกระบวนการและได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 50,000 ราย

    เล็งมาตรการใหม่

    นอกจากนี้ ธอส. อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เน้นกลุ่มบ้านสร้างเสร็จพร้อมขาย ผ่านแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อกระตุ้นอัตราการดูดซับสต๊อกที่อยู่อาศัยในตลาด แม้ไม่ได้เป็นโครงการขนาดใหญ่ เทียบเท่าอดีต แต่ถูกออกแบบมาเพื่อจุดกระแสการซื้อและกระตุ้นตลาดในช่วงปลายปี

    ขณะที่ในเชิงนโยบายนั้น ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายธอส. เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการที่พุ่งเป้าไปที่ "การรวมหนี้" เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถนำวงเงินส่วนต่างของมูลค่าบ้านไป ปิดหนี้ประเภทอื่น เช่น บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อลดภาระทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเอง ไว้ได้ในยามยากลำบาก รวมถึงการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในที่อยู่อาศัย ผ่านสินเชื่อ "บ้านประหยัดพลังงาน" ให้ลูกค้ากู้นำไปปรับปรุงบ้าน หรือติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ด้วยดอกเบี้ยต่ำ

    "เอ็มดีหนุ่ม" ได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ขณะนี้ "ธอส."พร้อมเป็นมากกว่าธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับคนไทยทุกคนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะก่อนมีบ้าน ระหว่างผ่อนบ้าน ไปจนถึงการรักษาบ้านให้อยู่กับครอบครัว ที่สำคัญ...ยังสามารถทำหน้าที่ประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง!.