ถอดรหัสรับสร้างบ้านปี69 เมื่อความเชื่อมั่นคือทางรอด
วันที่ : 17 สิงหาคม 2569
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้ ตลาดปี 2569 เริ่มฟื้น คาดโต 4% มูลค่าแตะ 1 แสนล้านบาท
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป สถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่อ และตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมเผชิญกับภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทว่าในมุมของ "อุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน" กลับสะท้อนข้อมูลที่แตกต่างออกไปจากพฤติกรรมกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านทางนวัตกรรมและยุทธศาสตร์ใหม่ในการสร้างมาตรฐานความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นตลาดฟื้นโต 4%
"อนันต์กร อมรวาที" นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้ฉายภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านว่า หากย้อนมองสถิติมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (64-68) จะพบว่ามูลค่าตลาดรวมที่เคยเกาะกลุ่มใกล้เคียงกันในระดับ 200,000 ล้านบาทเกือบทุกปี แม้ผ่านวิกฤติโควิด-19 ในปี 65 ที่ขยายตัว 6% ก่อนจะย่อตัวลง 6% ในปี66 และกระเตื้องขึ้น 4% ในปี 67 แต่ในปี 68 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดรวมลดลงไปถึง 7% มาอยู่ที่ประมาณ 90,000 ล้านบาท
ด้านปี 69 นี้ สมาคมฯ คาดการณ์ว่า ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น 4% คิดเป็นมูลค่าแตะ 100,000 ล้านบาท และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องถึง 8% จนกลับไปแตะระดับ 200,000 ล้านบาทได้อีกครั้งในช่วงปลายปี หากการเติบโตของจีดีพี ประเทศขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 4-5% แม้จะช่วงครึ่งปีแรกเกิดปัญหาการปรับขึ้นราคาต้นทุน แต่ขณะนี้สามารถควบคุมปัญหาต้นทุนที่เกิดขึ้นได้วัสดุก่อสร้างบางรายการเริ่มปรับราคาลงบ้างแล้ว โดยเชื่อว่าสัดส่วนพื้นที่รับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 20% มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ต่างจังหวัดกินส่วนแบ่งมากถึง 80% มูลค่า 80,000 ล้านบาท
"ที่สำคัญตลาดเริ่มเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่าน โดยที่มูลค่าการรับสร้างบ้านในภาคอีสานขยับขึ้นมาแซงหน้ากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งสะท้อนจากการกระจายความมั่งคั่งและการเติบโตของกำลังซื้อในภูมิภาคอย่างชัดเจน"
เจาะพฤติกรรมผู้บริโภค
พฤติกรรมของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ หัวเมืองใหญ่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคยุคนี้จะค้นหาข้อมูลเชิงลึกผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างถี่ถ้วนก่อนเข้ามาปรึกษาบริษัทรับสร้างบ้าน เมื่อผู้บริโภครับรู้ว่าราคาของบริษัทรับสร้างบ้านสูงกว่าผู้รับเหมาทั่วไป ความคาดหวังจึงยกระดับสูงขึ้นตามไปด้วย
ฉะนั้น ความต้องการไม่ได้หยุดอยู่แค่ความแข็งแรงของโครงสร้าง เสาเข็ม หรือเหล็กอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่ช่วยให้สุขภาพและคุณภาพชีวิต เช่น ระบบบ้านหายใจได้ ที่ดึงอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าสู่ตัวอาคารผ่านระบบคัดกรอง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และเชื้อแบคทีเรีย การออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการนำเอไอ และระบบโฮม ออโตเมชัน เข้ามาเชื่อมต่อการอยู่อาศัย
ราคา20ล้านพุ่งแรง
จากการแบ่งกลุ่มตลาดบ้านตามเหตุผลในการตัดสินใจขณะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก คือ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทเน้นเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและความคุ้มค่าของราคาเป็นหลัก, ราคา 5-10 ล้านบาท เริ่มนำนวัตกรรม วัสดุประหยัด พลังงาน และระบบ โฮม ออโตเมชัน เข้ามาเติมเต็ม, ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ขณะที่กลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มดาวรุ่งที่โตแรงสุดปีนี้มียอดขาย พุ่งสูงถึง 53% จากปีที่แล้ว จากมูลค่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านบาท ทำให้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของสัดส่วนยอดเซ็นสัญญา จากกลุ่มลูกค้าที่มีเงินออมและที่ดินพร้อม รวมทั้งเริ่มให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นมืออาชีพเป็นหลัก
3 ปัจจัยดันสมาชิก
แม้ภาพรวมตลาดใหญ่จะผันผวน แต่ยอดขายครึ่งปีแรกของบริษัทสมาชิกสมาคมฯ กลับเติบโตสวนกระแสขึ้นถึง 12% คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านบาท มาจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,600 ล้านบาท จาก 3 แรงขับเคลื่อน คือ ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนจะช่วยเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเซ็นสัญญาเร็วขึ้น เพราะเกรงว่าหากตัดสินใจช้า บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น หลังจากที่หลายบริษัทพยายามตรึงราคาไว้ และกลุ่มลูกค้ารับสร้างบ้านเป็นผู้ที่มีที่ดินและเงินออมพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากเท่ากับกลุ่มซื้อ อสังหาฯ เพื่อการเก็งกำไร และ สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ สำหรับผู้สร้างบ้านบนที่ดินของตนเองได้ง่ายกว่ากลุ่มซื้อบ้านจัดสรร เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำกว่า
โครงสร้างพื้นฐานดันอีสานโต
ด้วยมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดที่สูงถึง 150,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯที่มีมูลค่า 50,000 ล้านบาทขณะนี้สมาคมฯ จึงปรับโครงสร้างสมาชิกแบ่งเป็นต่างจังหวัดถึง 51% หรือ 43 บริษัท และกรุงเทพฯ 49% หรือ 42 บริษัทจากทั้งหมด 85 บริษัทในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 บริษัทในปี หน้า
ปัจจัยหนุนสำคัญในต่างจังหวัด โดยเฉพาะ ภาคอีสาน อาทิ นครราชสีมา ขอนแก่น มาจากการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ทั้งรถไฟความเร็วสูงและการขยายสนามบิน ส่งผลให้คนทำงานจากเมืองหลวงเริ่มกลับไปสร้างบ้านในภูมิลำเนามากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคในภูมิภาคยุคดิจิทัลมีความต้องการนวัตกรรมสมาร์ตโฮมไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯ สมาคมฯ จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการภูมิภาค โดยเริ่มนำร่องที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเพื่อดำเนินภารกิจ 4 ด้าน ได้แก่ การอบรมยกระดับบุคลากรเป็นประจำทุกปี, การสร้างเครือข่ายพันธมิตรจัดหาวัสดุคุ้มราคา, การขยายฐานสมาชิก และการเตรียมจัดงาน รีจีนอล โฮม บิลเดอร์ เอ็กซ์โป โดยโฟกัสจัดงานที่ภาคอีสานเป็นแห่งแรก
ยกระดับความเชื่อมั่นขั้นสุด
เพื่อขจัดปัญหาเรื้อรังในอุตสาหกรรมสร้างบ้าน เรื่อง "ผู้รับเหมาทิ้งงาน" ซึ่งเกิดดราม่าในข่าวบ่อย ๆ จนสร้างความกังวลให้ผู้บริโภค สมาคมฯ ได้พลิกบทบาทครั้งใหญ่จากเดิมที่เป็นเพียง "ผู้ไกล่เกลี่ย" มาเป็น "ผู้ประกัน" ด้วยการจัดตั้ง กองทุนประกันผู้บริโภคขึ้น โดยที่โครงการนี้จะเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 69 ถึง 31 ก.ค. 70
สำหรับรายละเอียดของกองทุนประกันผู้บริโภค ประกอบด้วย 1. วงเงินเยียวยา สูงสุด 1,000,000 บาท ต่อ 1 รายสมาชิก ในกรณีสมาชิกเกิดข้อผิดพลาดรุนแรงจนบ้านไม่สามารถสร้างต่อได้ 2. ความรวดเร็ว ดำเนินการอนุมัติและจ่ายเยียวยาภายใน 30 วัน และ 3. สร้างความแตกต่าง สร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือที่ผู้รับเหมาทั่วไปไม่สามารถให้ได้ นอกจากนี้ บริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ จะต้องผ่านการคัดกรองเข้มงวดภายใต้มาตรฐานที่ดำเนินมากว่า 22 ปี ทุกโครงการจะต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์สภาพที่ดินก่อนการก่อสร้างจริง พร้อมการรับประกันโครงสร้างและผลงานยาวนานตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี
การเคลื่อนทัพของสมาคมธุรกิจรับ สร้างบ้านในปี 69 จึงไม่ใช่แค่การปรับตัว ตามทิศทางกำลังซื้อที่ย้ายไปสู่กลุ่มสินทรัพย์ สูงและตลาดภูมิภาคเท่านั้น แต่คือการใช้ "นวัตกรรมอยู่อาศัย" ควบคู่กับ "มาตรการประกันความเสี่ยง" เพื่อดึงกำลังซื้อซ่อนเร้นออกมาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรม และก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
เชื่อมั่นตลาดฟื้นโต 4%
"อนันต์กร อมรวาที" นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้ฉายภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านว่า หากย้อนมองสถิติมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (64-68) จะพบว่ามูลค่าตลาดรวมที่เคยเกาะกลุ่มใกล้เคียงกันในระดับ 200,000 ล้านบาทเกือบทุกปี แม้ผ่านวิกฤติโควิด-19 ในปี 65 ที่ขยายตัว 6% ก่อนจะย่อตัวลง 6% ในปี66 และกระเตื้องขึ้น 4% ในปี 67 แต่ในปี 68 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดรวมลดลงไปถึง 7% มาอยู่ที่ประมาณ 90,000 ล้านบาท
ด้านปี 69 นี้ สมาคมฯ คาดการณ์ว่า ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น 4% คิดเป็นมูลค่าแตะ 100,000 ล้านบาท และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องถึง 8% จนกลับไปแตะระดับ 200,000 ล้านบาทได้อีกครั้งในช่วงปลายปี หากการเติบโตของจีดีพี ประเทศขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 4-5% แม้จะช่วงครึ่งปีแรกเกิดปัญหาการปรับขึ้นราคาต้นทุน แต่ขณะนี้สามารถควบคุมปัญหาต้นทุนที่เกิดขึ้นได้วัสดุก่อสร้างบางรายการเริ่มปรับราคาลงบ้างแล้ว โดยเชื่อว่าสัดส่วนพื้นที่รับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 20% มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ต่างจังหวัดกินส่วนแบ่งมากถึง 80% มูลค่า 80,000 ล้านบาท
"ที่สำคัญตลาดเริ่มเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่าน โดยที่มูลค่าการรับสร้างบ้านในภาคอีสานขยับขึ้นมาแซงหน้ากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งสะท้อนจากการกระจายความมั่งคั่งและการเติบโตของกำลังซื้อในภูมิภาคอย่างชัดเจน"
เจาะพฤติกรรมผู้บริโภค
พฤติกรรมของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ หัวเมืองใหญ่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคยุคนี้จะค้นหาข้อมูลเชิงลึกผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างถี่ถ้วนก่อนเข้ามาปรึกษาบริษัทรับสร้างบ้าน เมื่อผู้บริโภครับรู้ว่าราคาของบริษัทรับสร้างบ้านสูงกว่าผู้รับเหมาทั่วไป ความคาดหวังจึงยกระดับสูงขึ้นตามไปด้วย
ฉะนั้น ความต้องการไม่ได้หยุดอยู่แค่ความแข็งแรงของโครงสร้าง เสาเข็ม หรือเหล็กอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่ช่วยให้สุขภาพและคุณภาพชีวิต เช่น ระบบบ้านหายใจได้ ที่ดึงอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าสู่ตัวอาคารผ่านระบบคัดกรอง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และเชื้อแบคทีเรีย การออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการนำเอไอ และระบบโฮม ออโตเมชัน เข้ามาเชื่อมต่อการอยู่อาศัย
ราคา20ล้านพุ่งแรง
จากการแบ่งกลุ่มตลาดบ้านตามเหตุผลในการตัดสินใจขณะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก คือ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทเน้นเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและความคุ้มค่าของราคาเป็นหลัก, ราคา 5-10 ล้านบาท เริ่มนำนวัตกรรม วัสดุประหยัด พลังงาน และระบบ โฮม ออโตเมชัน เข้ามาเติมเต็ม, ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ขณะที่กลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มดาวรุ่งที่โตแรงสุดปีนี้มียอดขาย พุ่งสูงถึง 53% จากปีที่แล้ว จากมูลค่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านบาท ทำให้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของสัดส่วนยอดเซ็นสัญญา จากกลุ่มลูกค้าที่มีเงินออมและที่ดินพร้อม รวมทั้งเริ่มให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นมืออาชีพเป็นหลัก
3 ปัจจัยดันสมาชิก
แม้ภาพรวมตลาดใหญ่จะผันผวน แต่ยอดขายครึ่งปีแรกของบริษัทสมาชิกสมาคมฯ กลับเติบโตสวนกระแสขึ้นถึง 12% คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านบาท มาจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,600 ล้านบาท จาก 3 แรงขับเคลื่อน คือ ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนจะช่วยเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเซ็นสัญญาเร็วขึ้น เพราะเกรงว่าหากตัดสินใจช้า บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น หลังจากที่หลายบริษัทพยายามตรึงราคาไว้ และกลุ่มลูกค้ารับสร้างบ้านเป็นผู้ที่มีที่ดินและเงินออมพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากเท่ากับกลุ่มซื้อ อสังหาฯ เพื่อการเก็งกำไร และ สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ สำหรับผู้สร้างบ้านบนที่ดินของตนเองได้ง่ายกว่ากลุ่มซื้อบ้านจัดสรร เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำกว่า
โครงสร้างพื้นฐานดันอีสานโต
ด้วยมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดที่สูงถึง 150,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯที่มีมูลค่า 50,000 ล้านบาทขณะนี้สมาคมฯ จึงปรับโครงสร้างสมาชิกแบ่งเป็นต่างจังหวัดถึง 51% หรือ 43 บริษัท และกรุงเทพฯ 49% หรือ 42 บริษัทจากทั้งหมด 85 บริษัทในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 บริษัทในปี หน้า
ปัจจัยหนุนสำคัญในต่างจังหวัด โดยเฉพาะ ภาคอีสาน อาทิ นครราชสีมา ขอนแก่น มาจากการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ทั้งรถไฟความเร็วสูงและการขยายสนามบิน ส่งผลให้คนทำงานจากเมืองหลวงเริ่มกลับไปสร้างบ้านในภูมิลำเนามากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคในภูมิภาคยุคดิจิทัลมีความต้องการนวัตกรรมสมาร์ตโฮมไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯ สมาคมฯ จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการภูมิภาค โดยเริ่มนำร่องที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเพื่อดำเนินภารกิจ 4 ด้าน ได้แก่ การอบรมยกระดับบุคลากรเป็นประจำทุกปี, การสร้างเครือข่ายพันธมิตรจัดหาวัสดุคุ้มราคา, การขยายฐานสมาชิก และการเตรียมจัดงาน รีจีนอล โฮม บิลเดอร์ เอ็กซ์โป โดยโฟกัสจัดงานที่ภาคอีสานเป็นแห่งแรก
ยกระดับความเชื่อมั่นขั้นสุด
เพื่อขจัดปัญหาเรื้อรังในอุตสาหกรรมสร้างบ้าน เรื่อง "ผู้รับเหมาทิ้งงาน" ซึ่งเกิดดราม่าในข่าวบ่อย ๆ จนสร้างความกังวลให้ผู้บริโภค สมาคมฯ ได้พลิกบทบาทครั้งใหญ่จากเดิมที่เป็นเพียง "ผู้ไกล่เกลี่ย" มาเป็น "ผู้ประกัน" ด้วยการจัดตั้ง กองทุนประกันผู้บริโภคขึ้น โดยที่โครงการนี้จะเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 69 ถึง 31 ก.ค. 70
สำหรับรายละเอียดของกองทุนประกันผู้บริโภค ประกอบด้วย 1. วงเงินเยียวยา สูงสุด 1,000,000 บาท ต่อ 1 รายสมาชิก ในกรณีสมาชิกเกิดข้อผิดพลาดรุนแรงจนบ้านไม่สามารถสร้างต่อได้ 2. ความรวดเร็ว ดำเนินการอนุมัติและจ่ายเยียวยาภายใน 30 วัน และ 3. สร้างความแตกต่าง สร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือที่ผู้รับเหมาทั่วไปไม่สามารถให้ได้ นอกจากนี้ บริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ จะต้องผ่านการคัดกรองเข้มงวดภายใต้มาตรฐานที่ดำเนินมากว่า 22 ปี ทุกโครงการจะต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์สภาพที่ดินก่อนการก่อสร้างจริง พร้อมการรับประกันโครงสร้างและผลงานยาวนานตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี
การเคลื่อนทัพของสมาคมธุรกิจรับ สร้างบ้านในปี 69 จึงไม่ใช่แค่การปรับตัว ตามทิศทางกำลังซื้อที่ย้ายไปสู่กลุ่มสินทรัพย์ สูงและตลาดภูมิภาคเท่านั้น แต่คือการใช้ "นวัตกรรมอยู่อาศัย" ควบคู่กับ "มาตรการประกันความเสี่ยง" เพื่อดึงกำลังซื้อซ่อนเร้นออกมาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรม และก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ