ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคนใหม่ เปิดไอเดีย "ก้าวใหม่ของ REIC"
วันที่ : 13 กันยายน 2569
ดร.มานะ นิมิตวานิช รับตำแหน่ง ผอ. REIC คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ “ก้าวใหม่” ขับเคลื่อนองค์กรจาก Data สู่ Intelligence ยกระดับสู่ “ศูนย์ข่าวกรองอสังหาริมทรัพย์” เดินหน้าใช้ Big Data & AI และแนวคิด Forward Looking พัฒนา 5 แผนหลัก มุ่งยกระดับการวิเคราะห์และคาดการณ์ เพื่อส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ รองรับการตัดสินใจของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ
ดร.มานะ นิมิตวานิช รับหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC คนใหม่ถอดด้าม เข้าบริหาร หลังจากที่ REIC ว่างเว้นผู้บริหารตำแหน่งสำคัญจากตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนานได้เปิดตัวแสดงวิสัยทัศน์อย่างเป็นทางการครั้งแรก
ประกาศพร้อมนำองค์กร "ก้าวใหม่" ย้ำทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรจาก Data สู่ Intelligence ยกระดับ REIC ให้เป็น "ศูนย์ข่าวกรองอสังหาริมทรัพย์" ที่ใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิด Forward Looking เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ลึกและแม่นยำยิ่งขึ้นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ หวังติดปีกวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Big Data & AI ผ่าน 5 แผนพัฒนาหลัก ดังนี้
1.ใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ตลาด เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลา และลดต้นทุนการทำงาน
2.ใช้ Big Data ภาครัฐ ที่ REIC จัดเก็บรวบรวม มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาครัฐและภาคธุรกิจ
3.สร้างงานวิจัยเชิงรุก ด้วยการเจาะเทรนด์พฤติกรรม หรือกระแสหลักในแต่ละช่วงเวลา เช่น "คนรุ่นใหม่เน้นเช่ามากกว่าซื้อ" หรือเทรนด์รักษ์โลก "Green Living" เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้ตลาด
4.อัปสกิลทีมงาน สนับสนุนบุคลากรให้เรียนรู้และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดเวลา
5.สร้างความมั่นคงยั่งยืน ในฐานะเป็นคลังข้อมูลอสังหาฯ ของประเทศ
สำหรับภาพรวมธุรกิจนั้น ดร.มานะ นิมิตวานิช ระบุว่า ตลาดอสังหาฯ ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเริ่มเข้าสู่การฟื้นตัว โดยช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาส... ไม่ใช่สำหรับคนที่ "เดาตลาดเก่ง" แต่เป็นโอกาสสำหรับ "คนที่อ่านข้อมูลขาดและปรับกลยุทธ์ได้ทัน"
ทั้งนี้ สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรก 2569 ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้แรงส่งมาจากมาตรการภาครัฐหนุนยอดโอนพุ่ง 17.6% คาดว่าทั้งปี 2569 มูลค่าโอนโต 1.8% และจะต่อเนื่องในปี 2570 โดยขยายตัว 3.1% รับอานิสงส์จากการต่ออายุลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองออกไปอีก 1 ปี (1 ก.ค. 2569 - 30 มิ.ย. 2570) ซึ่งช่วยพยุงและรักษาแรงส่งของตลาดที่อยู่อาศัยได้อย่างดี กล่าวคือ มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% YoY คิดเป็นมูลค่าการโอนรวม 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% YoY (เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีจำนวน 142,619 หน่วย มูลค่า 391,601 ล้านบาท) เนื่องจากเกิดแรงส่งการเร่งโอนในช่วงไตรมาส 2 เพราะเวลานั้นไม่แน่ใจว่าทางการจะต่อเวลารวมมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนออกไปหรือไม่
โดยแนวราบครองแชมป์สัดส่วน 70% ของมูลค่าโอนรวม (111,624 หน่วย / +14.6% YoY) ยอดโอนคอนโด 56,041 หน่วย โตถึง 24.1% YoY ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แต่การที่ ครม. มีมติต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองไปจนถึง 30 มิ.ย. 2570 จะเป็น "เบาะรองรับ" ที่สำคัญช่วยให้ตลาดประคองตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง REIC คาดการณ์ว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2570 จะพุ่งสูงแตะระดับ 908,358 ล้านบาท (โต 3.1% YoY)
"เรายังเห็นโอกาสเติบโตในกลุ่ม Real Demand ตลาดบ้านมือสอง คอนโด เมืองท่องเที่ยว และเทรนด์บ้านประหยัดพลังงาน" ดร. มานะ กล่าว
"ครึ่งหลังปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาส แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนที่เดาตลาดเก่ง แต่เป็นโอกาสสำหรับคนที่อ่านข้อมูลขาด และปรับกลยุทธ์ได้ทัน เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละพื้นที่กำลังเผชิญทั้งโอกาสและแรงกดดันที่แตกต่างกัน บางทำเลมี Demand ใหม่กำลังก่อตัว บางพื้นที่มี Supply สะสม ขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปจากเดิม"
ส่วนในปี 2570 REIC คาดการณ์มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะสูงขึ้นจากปี 2569 ราว 3.1% หรือมาอยู่ที่ 9.08 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นทำให้ราคาที่จะโอนในปี 2570 มีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการโอนสูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับจำนวนหน่วยการโอนที่อาจลดลงราว 0.9% มาอยู่ที่ 320,617 หน่วย
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนก่อสร้างและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า แต่คาดว่าในปี 2570 จะเห็นแนวโน้มของสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เติบโตขึ้นได้ 2% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.82 แสนล้านบาท จากปีนี้คาดว่าจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ที่ 5.71 แสนล้านบาท
ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 แม้ยังคงมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อ แต่มีโอกาสจากกลุ่ม Real Demand โดยเฉพาะบ้านมือสองที่เน้นความคุ้มค่า รวมถึงคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยวอย่างชลบุรีและภูเก็ต และเทรนด์บ้านประหยัดพลังงาน หรือ Green Living ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นายมานะ กล่าว
ทั้งนี้ REIC มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยคาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แม้การฟื้นตัวจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมีกำลังซื้อจากต่างชาติเข้ามาหนุน แม้ว่าอาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญที่กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติตนสนใจเข้าซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง
ประกาศพร้อมนำองค์กร "ก้าวใหม่" ย้ำทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรจาก Data สู่ Intelligence ยกระดับ REIC ให้เป็น "ศูนย์ข่าวกรองอสังหาริมทรัพย์" ที่ใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิด Forward Looking เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ลึกและแม่นยำยิ่งขึ้นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ หวังติดปีกวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Big Data & AI ผ่าน 5 แผนพัฒนาหลัก ดังนี้
1.ใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ตลาด เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดเวลา และลดต้นทุนการทำงาน
2.ใช้ Big Data ภาครัฐ ที่ REIC จัดเก็บรวบรวม มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาครัฐและภาคธุรกิจ
3.สร้างงานวิจัยเชิงรุก ด้วยการเจาะเทรนด์พฤติกรรม หรือกระแสหลักในแต่ละช่วงเวลา เช่น "คนรุ่นใหม่เน้นเช่ามากกว่าซื้อ" หรือเทรนด์รักษ์โลก "Green Living" เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้ตลาด
4.อัปสกิลทีมงาน สนับสนุนบุคลากรให้เรียนรู้และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดเวลา
5.สร้างความมั่นคงยั่งยืน ในฐานะเป็นคลังข้อมูลอสังหาฯ ของประเทศ
สำหรับภาพรวมธุรกิจนั้น ดร.มานะ นิมิตวานิช ระบุว่า ตลาดอสังหาฯ ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเริ่มเข้าสู่การฟื้นตัว โดยช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาส... ไม่ใช่สำหรับคนที่ "เดาตลาดเก่ง" แต่เป็นโอกาสสำหรับ "คนที่อ่านข้อมูลขาดและปรับกลยุทธ์ได้ทัน"
ทั้งนี้ สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรก 2569 ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้แรงส่งมาจากมาตรการภาครัฐหนุนยอดโอนพุ่ง 17.6% คาดว่าทั้งปี 2569 มูลค่าโอนโต 1.8% และจะต่อเนื่องในปี 2570 โดยขยายตัว 3.1% รับอานิสงส์จากการต่ออายุลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองออกไปอีก 1 ปี (1 ก.ค. 2569 - 30 มิ.ย. 2570) ซึ่งช่วยพยุงและรักษาแรงส่งของตลาดที่อยู่อาศัยได้อย่างดี กล่าวคือ มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% YoY คิดเป็นมูลค่าการโอนรวม 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% YoY (เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีจำนวน 142,619 หน่วย มูลค่า 391,601 ล้านบาท) เนื่องจากเกิดแรงส่งการเร่งโอนในช่วงไตรมาส 2 เพราะเวลานั้นไม่แน่ใจว่าทางการจะต่อเวลารวมมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนออกไปหรือไม่
โดยแนวราบครองแชมป์สัดส่วน 70% ของมูลค่าโอนรวม (111,624 หน่วย / +14.6% YoY) ยอดโอนคอนโด 56,041 หน่วย โตถึง 24.1% YoY ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แต่การที่ ครม. มีมติต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองไปจนถึง 30 มิ.ย. 2570 จะเป็น "เบาะรองรับ" ที่สำคัญช่วยให้ตลาดประคองตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง REIC คาดการณ์ว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2570 จะพุ่งสูงแตะระดับ 908,358 ล้านบาท (โต 3.1% YoY)
"เรายังเห็นโอกาสเติบโตในกลุ่ม Real Demand ตลาดบ้านมือสอง คอนโด เมืองท่องเที่ยว และเทรนด์บ้านประหยัดพลังงาน" ดร. มานะ กล่าว
"ครึ่งหลังปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาส แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนที่เดาตลาดเก่ง แต่เป็นโอกาสสำหรับคนที่อ่านข้อมูลขาด และปรับกลยุทธ์ได้ทัน เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละพื้นที่กำลังเผชิญทั้งโอกาสและแรงกดดันที่แตกต่างกัน บางทำเลมี Demand ใหม่กำลังก่อตัว บางพื้นที่มี Supply สะสม ขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปจากเดิม"
ส่วนในปี 2570 REIC คาดการณ์มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะสูงขึ้นจากปี 2569 ราว 3.1% หรือมาอยู่ที่ 9.08 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นทำให้ราคาที่จะโอนในปี 2570 มีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการโอนสูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับจำนวนหน่วยการโอนที่อาจลดลงราว 0.9% มาอยู่ที่ 320,617 หน่วย
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนก่อสร้างและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า แต่คาดว่าในปี 2570 จะเห็นแนวโน้มของสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เติบโตขึ้นได้ 2% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.82 แสนล้านบาท จากปีนี้คาดว่าจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ที่ 5.71 แสนล้านบาท
ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 แม้ยังคงมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อ แต่มีโอกาสจากกลุ่ม Real Demand โดยเฉพาะบ้านมือสองที่เน้นความคุ้มค่า รวมถึงคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยวอย่างชลบุรีและภูเก็ต และเทรนด์บ้านประหยัดพลังงาน หรือ Green Living ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นายมานะ กล่าว
ทั้งนี้ REIC มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยคาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แม้การฟื้นตัวจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมีกำลังซื้อจากต่างชาติเข้ามาหนุน แม้ว่าอาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญที่กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติตนสนใจเข้าซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ