MMMชี้ดีมานด์บ้านโตO4พีคลุยพัฒนาโครงการปั๊มมาร์จิ้น
วันที่ : 16 กันยายน 2569
MMM เดินหน้าผนึกพันธมิตรรายใหม่ป้อนอสังหาเติมพอร์ต พร้อมรักษาสต๊อก 800 ยูนิต ชี้ดีมานด์ตลาดบ้านยังโตดีวางกลยุทธ์จับกลุ่มขนาด 4-5 ล้านบาท พร้อมลุยพัฒนาโครงการเองดึงบริษัทลูก "พฤกษา" ช่วยก่อสร้าง ดันมาร์จิ้นพุ่ง มั่นใจผลงาน Q4 พีคสุด ตั้งเป้าทั้งปีโต 30-40%
นายกวิน อนันต์พัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การให้บริการที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาด แก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหา และซื้อขายอสังหา แบบครบวงจร เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า บริษัทเดินหน้าหารือและคัดเลือกพันธมิตรรายใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังมีผู้สนใจเข้ามาพูดคุยและเสนอความร่วมมือหลายราย โดยบริษัทจะพิจารณาเป็นรายกรณีว่าพันธมิตรรายใดมีทำเลและโครงการที่ตอบโจทย์พื้นที่ที่ยังขาด รวมถึงมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำมาร่วมทำตลาด ขณะที่พันธมิตรรายเดิมก็ยังมีโครงการใหม่ๆ เสนอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุจำนวนโครงการที่จะสามารถปิดดีลและลงนามสัญญาได้ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการและทำเลเป็นสำคัญ
รักษาพอร์ต 800 ยูนิต
สำหรับสินค้าที่อยู่ในมือ บริษัทเน้นบริหารให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการขาย โดยปัจจุบันตั้งเป้ารักษาพอร์ตไว้ราว 800 ยูนิต จากประมาณ 30-40 โครงการ เพื่อให้มีสต๊อกเหมาะสมกับความต้องการของตลาด และหลีกเลี่ยงการรับสินค้าเข้ามามากเกินความจำเป็น
บริษัทประเมินยอดขายในเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 100 ยูนิตต่อไตรมาส โดยใช้แนวทางบริหารสต๊อกให้สอดคล้องกับยอดขาย กล่าวคือ หากสามารถขายได้ประมาณ 100 ยูนิต ก็จะเติมสินค้าเข้ามาในระดับใกล้เคียงกัน เพื่อรักษาปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการขายอย่างต่อเนื่อง
ด้านภาพรวมตลาด บริษัทมองว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และตลาดยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการซื้อบ้านยังคงมีอยู่ โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่กลยุทธ์ของผู้ประกอบการว่าจะเลือกเข้าไปเล่นในตลาดหรือทำเลใด และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงเน้นการบริหารจำนวนโครงการและสต๊อกสินค้าให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ พร้อมเลือกเติมโครงการใหม่เฉพาะในทำเลที่บริษัทเห็นว่ายังมีช่องว่างและมีโอกาสทางการตลาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป
ปรับกลยุทธ์รับมือแบงก์
นอกจากนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ (Bank Rejection) ของสถาบันการเงินที่เข้มงวดในกลุ่มผู้มีรายได้ประมาณ 20,000 บาท บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ขยับฐานราคาทรัพย์ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 4-5 ล้านบาท ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน ทำให้สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื้อง่ายขึ้น และมีอัตราการปฏิเสธต่ำ
นอกจากธุรกิจตัวแทนขายแล้ว บริษัทยังได้ซื้อที่ดินเพื่อเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low-Rise ด้วยตนเองใน 2 ทำเล โดยตั้งเป้าขนาดโครงการไม่เกิน 79 ยูนิต เพื่อเน้นกระจายในหลายทำเลแทนการทำโครงการใหญ่ขนาด 400-800 ยูนิต ในส่วนงานก่อสร้าง ได้ดึงบริษัทลูกของ พฤกษา Real Estate เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและรับเหมาก่อสร้างแบบ Turnkey เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญหลักด้านการตลาดและการขาย โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดขายได้ในครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้สูงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามประเมินทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าครึ่งปีแรกตามฤดูกาล โดยยอดขายครึ่งปีหลังมักคิดเป็น 55-60% ของ ทั้งปี และจะพีคที่สุดในไตรมาส 4 ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 3-5 ปี อยู่ที่ ประมาณ 68% และมีกำไรเฉลี่ยไตรมาสละ 30-50 ล้านบาท สำหรับปีนี้ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 40% และมีความมั่นใจว่าหากทำได้ในระดับ 30% ก็ยังเป็นการเติบโตระดับสองหลัก (Double-Digit) ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับภาพรวมของอุตสาหกรรม
ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุจำนวนโครงการที่จะสามารถปิดดีลและลงนามสัญญาได้ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการและทำเลเป็นสำคัญ
รักษาพอร์ต 800 ยูนิต
สำหรับสินค้าที่อยู่ในมือ บริษัทเน้นบริหารให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการขาย โดยปัจจุบันตั้งเป้ารักษาพอร์ตไว้ราว 800 ยูนิต จากประมาณ 30-40 โครงการ เพื่อให้มีสต๊อกเหมาะสมกับความต้องการของตลาด และหลีกเลี่ยงการรับสินค้าเข้ามามากเกินความจำเป็น
บริษัทประเมินยอดขายในเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 100 ยูนิตต่อไตรมาส โดยใช้แนวทางบริหารสต๊อกให้สอดคล้องกับยอดขาย กล่าวคือ หากสามารถขายได้ประมาณ 100 ยูนิต ก็จะเติมสินค้าเข้ามาในระดับใกล้เคียงกัน เพื่อรักษาปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการขายอย่างต่อเนื่อง
ด้านภาพรวมตลาด บริษัทมองว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และตลาดยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการซื้อบ้านยังคงมีอยู่ โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่กลยุทธ์ของผู้ประกอบการว่าจะเลือกเข้าไปเล่นในตลาดหรือทำเลใด และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงเน้นการบริหารจำนวนโครงการและสต๊อกสินค้าให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ พร้อมเลือกเติมโครงการใหม่เฉพาะในทำเลที่บริษัทเห็นว่ายังมีช่องว่างและมีโอกาสทางการตลาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป
ปรับกลยุทธ์รับมือแบงก์
นอกจากนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อ (Bank Rejection) ของสถาบันการเงินที่เข้มงวดในกลุ่มผู้มีรายได้ประมาณ 20,000 บาท บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ขยับฐานราคาทรัพย์ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 4-5 ล้านบาท ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน ทำให้สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื้อง่ายขึ้น และมีอัตราการปฏิเสธต่ำ
นอกจากธุรกิจตัวแทนขายแล้ว บริษัทยังได้ซื้อที่ดินเพื่อเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม Low-Rise ด้วยตนเองใน 2 ทำเล โดยตั้งเป้าขนาดโครงการไม่เกิน 79 ยูนิต เพื่อเน้นกระจายในหลายทำเลแทนการทำโครงการใหญ่ขนาด 400-800 ยูนิต ในส่วนงานก่อสร้าง ได้ดึงบริษัทลูกของ พฤกษา Real Estate เข้ามาเป็นที่ปรึกษาและรับเหมาก่อสร้างแบบ Turnkey เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญหลักด้านการตลาดและการขาย โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดขายได้ในครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้สูงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามประเมินทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าครึ่งปีแรกตามฤดูกาล โดยยอดขายครึ่งปีหลังมักคิดเป็น 55-60% ของ ทั้งปี และจะพีคที่สุดในไตรมาส 4 ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 3-5 ปี อยู่ที่ ประมาณ 68% และมีกำไรเฉลี่ยไตรมาสละ 30-50 ล้านบาท สำหรับปีนี้ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 40% และมีความมั่นใจว่าหากทำได้ในระดับ 30% ก็ยังเป็นการเติบโตระดับสองหลัก (Double-Digit) ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับภาพรวมของอุตสาหกรรม
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ