3สมาคมอสังหา เดินเกมโค้งท้าย จัดงานใหญ่เป้ายอดขาย 1 หมื่นล.
วันที่ : 7 ตุลาคม 2569
ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ระบุ ตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยข้อมูล REIC พบว่า ครึ่งแรกปี 2569 การโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่ม 17.6% อยู่ที่ 167,665 หน่วย มูลค่าเพิ่ม 9.8% แตะ 429,839 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกำลังซื้อเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดจากแรงหนุนมาตรการภาครัฐ
งานมหกรรมบ้านและคอนโด ถือเป็น จุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งทั้ง 3 สมาคม ต้องการปลุกกำลังซื้อโค้งสุดท้ายของปี 2569 โดย ตั้งเป้ายอดขายในงานกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังกังวลความเข้มงวดปล่อยกู้ ล่าสุดยังได้ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐในการช่วยกระตุ้นตลาด รวมถึงปรับเปลี่ยนงานมหกรรมให้เหลือปีละ 1 ครั้ง
นายกอบเดช ตั้งไชยวงศ์ ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งที่ 50 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก ที่เปลี่ยนผ่านจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่การฟื้นตัว โดยข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% YoY คิดเป็นมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% สะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ
ดังนั้นทั้ง 3 สมาคมภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผนึกกำลัง ประกาศความพร้อมจัด "มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคากว่า 1,000 โครงการ" ดึงผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน นวัตกรรมที่อยู่อาศัย รวมกว่า 1,000 โครงการทั่วประเทศ ปลุกกำลังซื้อสร้างแรงส่งตลาดโค้งสุดท้ายของปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตมากขึ้นจากปีก่อน และสร้างยอดขายในงานกว่า 10,000 ล้านบาท
ตลาดที่อยู่อาศัยยังเปราะบาง
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ตัวเลขการโอนที่อยู่อาศัยในครึ่งปีแรกของปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อนหน้า แต่ยังคงมีความเปราะบางสูง ซึ่งการฟื้นตัวในครึ่งปีแรกเป็นผลมาจากผู้บริโภคเร่งโอนก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เนื่องจากกังวลว่ามาตรการผ่อนปรน LTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองจะหมดอายุลง
โดยในภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังฟื้นตัวกลับมาเร็วกว่าตลาดแนวราบ ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล จากเฉลี่ย 40% ในปี 2566 พุ่งขึ้นมาเป็น 44.9% ในครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากภาระหนี้สินเดิมและระดับรายได้ของผู้กู้
ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐ
ทั้งนี้ทาง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐ 5 ข้อ ได้แก่
1. การเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนระบบประเมินความสามารถในการกู้ของธนาคารจากการพิจารณาสลิปเงินเดือน มาเป็นการรับรู้รายได้จริง ของกลุ่มอาชีพอิสระ แม่ค้าออนไลน์ และ Gen Z รวมถึงใช้ บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และคิดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้
2. การส่งเสริมบ้านประหยัดพลังงาน โดยการใช้ Passive Design ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้ขั้นต่ำ 12% และหากใช้ Active Design ร่วมกับ Solar Rooftop หรือ Renewable Energy จะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 25-50% จึงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อ Green Finance อย่างต่อเนื่อง
3. ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องการความชัดเจนของแผนผังเมืองใหญ่ในการรับมือน้ำท่วม เช่น ระบบ Delta แบบเนเธอร์แลนด์ หรือเขื่อนลอยน้ำแบบเวนิส พร้อมทั้งให้ผู้ประกอบการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางในโครงการเป็นหลุมสวน เพื่อรองรับน้ำ
4. การจัดระเบียบและภาษีชาวต่างชาติ โดยจัดระเบียบการซื้อหรือเช่าระยะยาวของชาวต่างชาติให้ถูกต้องบนโต๊ะ และจัดเก็บภาษีต่างชาติในอัตราที่เหมาะสม เพื่อนำรายได้ภาษีมาสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุไทย และ 5. ความเข้มแข็งของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยผลักดันการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายลูก หากตั้งไม่สำเร็จเสนอให้จ่าย 7% หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามารับช่วงดูแล เพื่อใช้เป็นศูนย์สั่งการ คอยช่วยเหลือชุมชนยามเกิดวิกฤติฉุกเฉิน
ธนาคารไม่ปล่อยกู้
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาเจอวิกฤติธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหว, น้ำท่วม แต่เมื่อเหตุการณ์ธรรมชาติเมื่อผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน หรือ 1 ปี ผู้บริโภคจะเริ่มทำใจได้และกลับมาซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลเดิมตามปกติ ขณะที่ปัจจัยเรื่องการเงินถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งกว่า เพราะสถาบันการเงินมีความเข้มงวดสูงมาก
ทั้งสินเชื่อพัฒนาโครงการและสินเชื่อรายย่อย เช่น หากมีเคสลูกค้ารายย่อยกู้ไม่ผ่านหรือมีปัญหาแค่ 1-2 ห้อง บางธนาคารจะไม่อนุมัติทั้งโครงการ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่เป็นขาขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐได้ขยายไปถึงเดือนมิถุนายนปี 2570 ซึ่งตลาดยังมีความต้องการซื้ออยู่ และคาดว่าเทรนด์จะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในปี 2570-2571
ปรับการจัดงานมหกรรม
นอกจากนี้ยังได้มีการปรับเปลี่ยนงานมหากรรมบ้านและคอนโด จะเปลี่ยนรูปแบบจากการจัดปีละ 2 ครั้ง มาเป็นการจัดปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปี 2570 เนื่องจากผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่สู้ค่าใช้จ่ายในการจัดงานไม่ไหวและกังวลว่าคนจะเข้ามาเดินงานจะน้อย จึงหันไปจัดกิจกรรมเองขนาดเล็กแทน
อีกทั้งงานมหกรรมยังต้องพึ่งพารายใหญ่เป็นหลัก หากรายใหญ่ 1 รายถอนตัว จะกระทบพื้นที่การจัดบูธจำนวนมาก โดยจำนวนผู้มาร่วมออกบูธลดลง สะท้อนว่าผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากธนาคารปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อโครงการ จากความกังวลปัญหาเรื่อง NPL ที่พุ่งสูงขึ้น
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ