คลังคลอด 'คนละหลังพลัส' อัดฉีด 5 หมื่นล้าน ดอกต่ำ 2.6%
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้าน “คนละหลังพลัส” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และรองรับความต้องการมีที่อยู่อาศัยของประชาชน ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้เข้าถึงสินเชื่อได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน หลังจากมาตรการก่อนหน้านี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และยังมียอดยื่นคำขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก
โดยโครงการ “สินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส” มีกรอบวงเงินโครงการรวม 50,000 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1)กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ คิดอัตราดอกเบี้ย 2.8% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี 2)กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ คิดอัตราดอกเบี้ย 2.6% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี
ทั้งนี้ เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อภายใต้โครงการดังกล่าว กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายต่อหลักประกันสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท และให้ระยะเวลาการกู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระรายเดือนให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินของประชาชนแต่ละกลุ่ม
สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อยื่นคำขอสินเชื่อได้ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินของโครงการ โดยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขอื่น ๆ ให้เป็นไปตามที่ธอส.กำหนด
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพ และยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด เบื้องต้นประเมินว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมเสนอให้แยกบัญชีโครงการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ(Public Service Account: PSA) เพื่อให้การบริหารจัดการและการตรวจสอบมีความโปร่งใส
นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส เป็นการต่อยอดมาตรการสนับสนุนที่อยู่อาศัยของรัฐบาล หลังจากโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home วงเงิน 20,000 ล้านบาท และมาตรการสินเชื่อซื้อ–สร้าง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากประชาชนจน ธอส. ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินทั้งสองโครงการแล้ว ขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนมากต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงมุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ในราคาที่เหมาะสม
สำหรับหลักเกณฑ์ของโครงการ กำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 50,000 ล้านบาท สนับสนุนประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยสามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 40 ปี ครอบคลุมการซื้อที่ดินพร้อมบ้านหรือห้องชุด การปลูกสร้างบ้าน การซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างบ้าน รวมถึงการซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนด และสามารถขอสินเชื่อสำหรับอุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยได้ตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย โครงการเสนอเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษช่วงแรก โดยแบ่งตามหลักเกณฑ์การพิจารณารายได้ของผู้กู้ ทั้งกลุ่มที่ได้รับการผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ และกลุ่มผู้กู้ตามเกณฑ์รายได้ปกติ ก่อนปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ของธอส.ระยะต่อไป ทั้งนี้ ธอส.จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ให้เหมาะสมกับภาระหนี้ตลอดอายุสัญญา โดยเฉพาะภายหลังสิ้นสุดช่วงอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีภาระทางการเงินเกินความสามารถ
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแยกบัญชีโครงการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (PSA) มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลออกจากธุรกรรมเชิงพาณิชย์ของธนาคารอย่างชัดเจน ช่วยให้การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงานมีความโปร่งใสและเหมาะสม โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเคร่งครัด
“รัฐบาลมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ด้วยภาระผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว ขณะเดียวกันการสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังช่วยสร้างงาน กระตุ้นภาคก่อสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ ไม่สร้างภาระหนี้เกินตัวให้ประชาชน และไม่เพิ่มภาระงบประมาณชดเชยจากภาครัฐ” นางสาวลลิดา กล่าว