แมกโนเลีย ทุ่ม9หมื่นล.ผุดมิกซ์ยูสกรุงเทพฯตอ.
เปิดแคมเปญ"ฟอเรสต์ เรสคิว"เพิ่มพื้นที่สีเขียวโครงการมากกว่า 60%
สุวรรรณภูมิเฟส 2-อีอีซี ปัจจัยบวกหนุนกรุงเทพฯโซนตะวันออก "แมกโนเลีย"ยึดที่ดิน 300 ไร่ พัฒนา เมกะโปรเจคมิกซ์ยูส 9 หมื่นล้านบาท ผุด บ้านเดี่ยว คอนโด โรงแรมหรู จับคนรุ่นใหม่กินรวบผู้สูงอายุ ปลายมิ.ย.เตรียมจรดปากกาเซ็นสัญญาพันธมิตรบริหารโรงแรม-ที่พัก ผู้สูงอายุ เปิดขายที่อยู่อาศัยต้นปี 62
นายกิตติพันธ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NQDC) เปิดเผยว่า จากการขยายโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 ตลอดจนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ส่งผลให้ย่านบางนาเริ่มกลายเป็นทำเลทอง ที่มีศักยภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ เกิดขึ้น ตลอดจนราคาที่ดินเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เมกะโปรเจครูปแบบมิกซ์ยูสในชื่อ "เดอะ ฟอเรสเทียร์" บนเนื้อที่ 300 ไร่ บนพื้นที่ถนนบางนา-ตราด กม.5-7 มูลค่าโครงการกว่า 9 หมื่นล้านบาท และลงทุนราว 5 หมื่นล้านบาท ภายในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยราว 2,000 ยูนิต ทั้งบ้านเดี่ยวหรูและคอนโดมิเนียม แบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ และแบรนด์วิซดอม รวมถึง คอนโดมิเนียมจับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมระดับลักชัวรี และโรงแรมบูทีค 6 ดาว ซึ่งจะใช้แบรนด์ เครือข่าย(เชน) เข้ามาบริหาร มีอาคารสำนักงานให้เช่ารองรับลูกค้าภายในโครงการ และกลุ่มบริษัทดีจีทีโอ (DTGO) บริษัทแม่ของแมกโนเลียฯ ที่มีบริษัทในเครือราว 20-30 บริษัท และมีพนักงานประมาณ 600 คน ซึ่งการรวมทุกบริษัทไปอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จากเดิมแค่การประชุมต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก และมีห้างค้าปลีกในรูปแบบ คอมมูนิตี้มอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งจะพัฒนาให้ เป็นจุดหมายปลายทางหรือเดสทิเนชั่น แห่งใหม่ในกรุงเทพโซนตะวันออก รองรับกลุ่มเป้าหมายทั้งภายในและภายนอกโครงการด้วย
"ในพื้นที่กรุงเทพโซนเหนือ มีดินเมืองที่ช่วยให้เมืองเกิดการพัฒนา ส่วนโซนตะวันออก มีทั้งโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 และอีอีซี ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีศัยภาพสูงขึ้นมาก ทำให้บริษัทคาดหวังว่าการพัฒนาโครงการเมกะโปรเจคดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้
ส่วนความคืบหน้าของโครงการ ช่วงปลายเดือนมิ.ย. บริษัทจะเซ็นสัญญากับเบย์เครสต์ จากประเทศแคนาดาเพื่อบริหารโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงเชนที่จะเข้ามาบริหารโรงแรมด้วย และ ปลายปีถึงต้นปีหน้าจะมีการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ"
สำหรับโครงการดังกล่าวคาดว่า จะพัฒนาแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564 และคาดว่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีจึงจะคืนทุนส่วนกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้ามาอยู่ในโครงการ แบ่งเป็น ลูกค้าที่ไม่ต้องการเดินทางเข้าเมือง ต้องการมีเพื่อนบ้าน เป็นครอบครัวใหม่เพิ่งแต่งงานมีลูก ต้องการอยู่ร่วมกันพ่อแม่ ตลอดจนปู่ย่าตายายหรือ ผู้สูงอายุ รวมถึงคนที่ต้องการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในจุดขายสำคัญของโครงการคือการให้พื้นที่สีเขียว ทั้งป่าและสวนสาธารณะรวม 60% ของพื้นที่ทั้งหมด
ล่าสุด บริษัทยังทุ่มงบ 70 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ "ฟอเรสต์ เรสคิว" (Forest Rescue) ปฏิบัติการกู้ชีพต้นไม้ถูกบุกรุกในเมือง หลังพบว่าปัญหาหรือ Pain point ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯและการขยายตัวของเมืองทั่วโลก จะทำให้ส่งผลกระทบให้คนห่างไกลธรรมชาติมากขึ้น จากข้อมูลของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 31.58% ลดลง 0.02% จากปี 2558 หรือคิดเป็น 6.5 หมื่นไร่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ น่าเป็นห่วง
สำหรับการขยายตัวของเมืองในเขตกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีต้นไม้ที่ต้องการความช่วยเหลือประมาณ 1,000-2,000 ต้น บริษัทเตรียมส่งทีมช่วยเหลือหรือ Rescue Team ไปกู้ชีพต้นไม้ เพื่อนำไปอนุบาล และปลูกให้เจริญเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในโครงการ เดอะฟอเรสเทียร์ โดยเฟสแรกจะใช้เนื้อที่ ราว 3 ไร่ หรือราว 4,800 ตารางเมตร(ตร.ม.) โดยแคมเปญกู้ชีพต้นไม้จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 6 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธ.ค.นี้
"เราทำแคมเปญกู้ชีพต้นไม้ จาก 2 ปัจจัย คือมองปัญหาที่เกิดกับโลกหรือ Global pain point เมื่อเมืองเติบโต คนจะอยู่ห่างไกลธรรมชาติ เราต้องการให้คนได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ด้วยการช่วยเหลือและอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำไปเพิ่มพื้นที่เมืองและพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการของเรา ซึ่งตามกฎหมายที่อยู่อาศัยจะต้องมีพื้นที่สีเขียว 30% แต่โครงการของเราให้มากกว่า 60%"