'พรีบิลท์'ผนึก2ยักษ์อสังหาฯญี่ปุ่น ร่วมทุนผุดคอนโดฯหรู'RENสุขุมวิท39'เจาะลูกค้าคนไทย-นักลงทุนแดนปลาดิบ
"พรีบิลท์" เครื่องร้อนดึงรายได้และกำไรจากการขายบริษัทลูก "บิลท์แลนด์" ขยับลงทุน รองรับแผนเพิ่มพอร์ตอสังหาฯ แซงหน้างานรับเหมาก่อสร้าง พร้อมผนึก 2 ยักษ์อสังหาฯ ญี่ปุ่น นำร่องโครงการร่วมทุนใหม่ถอดด้าม รูปแบบคอนโดมิเนียมภายใต้ชื่อ "เร็น สุขุมวิท 39" วางเป้าแผนเปิด 1-2 โครง การต่อปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
นายวิโรจน์ เจริญตรา รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในปี 2561 ว่า จะเป็นปีแห่งการลงทุนของ พรีบิลท์ ภายหลังจากได้ตัดขายบริษัทลูก "บิลท์แลนด์" ออกไป ทำให้มีรายได้เข้ามากว่า 2,000 ล้านบาท และมีกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าวกว่า 300 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าว พรีบิลท์ ได้มาขยายโอกาสการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านบริษัท พรีบิลท์ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ พรีบิลท์ 100% มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท โดยมีหน้าที่กระจายการลงทุนไปในธุรกิจอสังหาฯในรูปแบบการร่วมทุน และลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเอง โดยคาดว่าในระยะ 5 ปีจากนี้ รายได้ในส่วนของอสังหาฯจะมีมูลค่าสูงกว่างานภาครับเหมาก่อสร้าง
โดยในปีนี้ พรีบิลท์โฮลดิ้ง ได้เริ่มลงร่วมทุนกับบริษัท พรีเมียมเพลช จำกัด เพื่อพัฒนา 2 โครงการใหม่ ประกอบด้วย โครงการ วินโต้ เสนานิคม มูลค่า 1,500 ล้านบาทและโครงการทาวน์โฮม ย่านสะพานใหม่มูลค่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ก่อตั้งบริษัท อีส แอม อาร์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เน้นการพัฒนาโครงการในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมือง (ซีบีดี) โดยในเบื้องต้นจะลงทุนพัฒา 1-2 โครงการใหม่ มูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาทต่อปี จะใช้งบจัดซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนา 1,000 ล้านบาทต่อปี นอก จากนี้ ยังได้ใช้งบกว่า 200 ล้านบาท ในการซื้อที่ดินในซอยสุขุมวิท 26 เข้ามารองรับโครงการใหม่
"ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 4,800 ล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุที่รายได้รวมของปี 60 ค่อนข้างสูง เป็นผลมาจากการขายหุ้นบริษัท บิลท์แลนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกออกไป ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมที่ 4,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% ซึ่งแหล่งรายได้มาจากงานรับเหมาก่อสร้างเพียงส่วนเดียว โดย ณ ไตรมาส 2 นี้ บริษัทมีสต๊อกงานก่อสร้างในมือแล้ว 7,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้ในปีนี้บางส่วน แต่จะไปโชว์ตัวเลขการรับรู้รายได้ในปี 62 เป็นหลัก ขณะที่ในครึ่งปีหลัง บริษัทจะเข้าไปประมูลงานเพิ่ม 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะชนะประมูลงานได้ประมาณ 50% ของมูลค่างานที่ร่วมประมูล"
นายวิโรจน์กล่าวว่า ล่าสุด "พรีบิลท์" ได้ร่วมกับ ชินวะ กรุ๊ป และ Pressance Corporation ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน "ชินวะเอส 39" โดยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท ซึ่งพรีบิลท์ ถือหุ้น 49% ชิวนะ เรียลเอสเตอท (ไทยแลนด์) จำกัด ถือหุ้น 26% และ Pressance Corporation ถือหุ้น 25% เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการ REN สุขุมวิท 39 มูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท ซึ่งการร่วมทุนในครั้งนี้ ถือเป็น การรวมเอาจุดแข็งของแต่ละบริษัทมาร่วมสร้างสรรค์โครงการคุณภาพออกสู่ตลาด
นายโทโมยาสุ ยามาเบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การร่วมทุนในครั้งนี้ แต่ฝ่ายจะนำจุดแข็งของตนเองเข้ามาพัฒนาโครงการ โดยพรีบิลท์ จะทำหน้าที่ด้านงานก่อสร้าง ส่วนชินวะฯ จะนำเทคโนโลยีการก่อสร้างระบบ "รูเนะสุ" และการออกแบบฟังก์ชันการใช้งานพื้นที่ในโครงการสไตล์ญี่ปุ่น 100% เข้ามาใช้ Pressance Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่มียูนิตเสนอขายเป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น จะรับหน้าที่บริหารงาน และทำการตลาด เนื่องจากโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน คือ กลุ่มผู้ซื้ออยู่อาศัยเอง ซึ่งมีทั้งคนไทยและญี่ปุ่นที่มาทำงานในประเทศไทย และกลุ่มลูกค้าซื้อเพื่อการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น
สำหรับโครงการ REN Sukumvit 39 เป็นคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น 2 อาคารบนพื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา จำนวน 298 ยูนิต มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่ 2 แสนบาทต้นๆ
นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร ชินวะฯ กล่าวว่า นอกจากโครงการ REN สุขุมวิท 39 แล้ว "ชินวะเอส 39" ยังมีแผนลงทุนเปิดโครงการใหม่ 1-2 โครงการมูลค่า ไม่เกิน 5,000 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการประเภทคอนโดมิเนียม
"ในส่วนของโครงการแนวราบนั้น ก็ได้มีการพูดคุยกับพรีบิลท์บ้าง แต่ยังอยู่ระหว่างการมองหาที่ดินในทำเลที่เหมาะสม ส่วนแผนการลงทุนของ ชินวะฯ ในระยะ 5 ปีจากนี้ จะขยายลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยภายใน 5 ปี มูลค่าของการพัฒนาโครงการจะต้องไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตในเชิงการลงทุนต่อปี 30-40%"
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทจะใช้งบลงทุนหลักสิบล้านบาท ในการติดตั้งเครื่องจักร ผลิตชิ้นส่วนสำเร็จ รูประบบรูเนะสุ ในโรงงานของบริษัทรับจ้าง ผลิต เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูประบบ ดังกล่าว เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใน ประเทศไทย และจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์