LPNเร่งแก้สต๊อกคอนโดฯล้น ทำอพาร์ตเมนต์เช่า-จ่อเช่าซื้อ
แอลพีเอ็น ลุยแก้ปัญหาสต๊อกคอนโดฯ ปรับ "ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต" 8 อาคาร 1,600 ยูนิต เป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ระบุหากผลตอบรับดีเล็งนำยูนิตเหลือขายในโครงการอื่นปล่อยเช่าด้วย อนาคตเตรียมแผนทำเช่าซื้อรองรับกลุ่มลูกค้ากลาง-ล่าง
นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างนำโครงการคอนโดลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต จำนวน 8 อาคาร 1,600 ยูนิต ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จปรับมาเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ซึ่งถือเป็นที่อยู่อาศัยโซนสุดท้ายภายในโครงการที่เป็นสต๊อก โดยจะปล่อยเช่าในราคาเดือนละ 5,000 บาท/เดือน สัญญาเช่าตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้โครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 เป็นโครงการทาวน์ชิปขนาดใหญ่ของแอล.พี.เอ็น. ขนาดที่ดิน 87 ไร่ พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 50 อาคารมีจำนวนยูนิตมากถึง 10,074 ยูนิต ขนาดห้อง 21.50-26 ตารางเมตร มีอาคารจอดรถสูง 8 ชั้น 6 อาคาร อาคารนันทนาการ 2 ชั้น 1 อาคาร เปิดขายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2556
"รังสิตเป็นทำเลที่พัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่กว่า 1 หมื่นยูนิต ปัจจุบันมีการพัฒนาและขายไปแล้ว 32 อาคาร โดยได้ทดลองนำ 8 อาคาร จำนวน 1,600 ยูนิตมาปล่อยเช่า โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามารถปล่อยเช่าไปได้แล้ว 1 อาคาร จำนวน 200 ยูนิต ถือเป็นการแก้ปัญหาจำนวนยูนิตที่เหลือขาย โดยนำบางส่วนในโครงการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการเช่าแทน ซึ่งหากได้รับการ ตอบรับที่ดี จะนำรูปแบบดังกล่าวขยายไปใช้ในโครงการทำเลอื่น เช่น โครงการลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก และโครงการลุมพินีพาร์ค เพชรเกษม 98 เป็นต้น" นายสุรวุฒิ กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแนวความคิดที่จะทำโครงการในลักษณะเช่าซื้อ เช่นอาจจะปล่อยให้ มีการเช่าไปก่อนแล้วเมื่อลูกค้ามีกำลังซื้อที่เพิ่มสูง ขึ้น จึงปรับมาสู่การซื้อโดยขอสินเชื่อจากสถาบัน การเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการรองรับกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความพร้อมทางด้านการเงินในช่วง เริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลางล่างและถือเป็นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัท
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการประสบปัญหาการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจค) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก บางโครงการสูงกว่า 50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการประสบกับปัญหาต้องนำสินค้ากลับมาขายใหม่ ทำการตลาดใหม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างหาแนวทางในการแก้ปัญหายอดรีเจค นอกจากเก็บเงินดาวน์สูง 10-15% เพื่อวัดระดับวินัยทางการเงินของลูกค้าแล้ว ยังต้องทำการตรวจสอบประวัติการเงินหรือพรีแอปพรูฟ ลูกค้าตั้งแต่ก่อนรับจอง หากลูกค้าไม่ผ่านการตรวจสอบจะทำให้ประหยัดงบประมาณดำเนินการ ประหยัดเวลาในการนำสินค้ากลับมาขายใหม่หรือรีเซล บางรายขยับทำพัฒนาสินค้าระดับบน แม้ว่าจะมีกลุ่มลูกค้าที่น้อยกว่าและการแข่งขันสูงก็ตาม ส่วนการทำเช่าซื้อนั้นยังไม่มีผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใดดำเนินการ แต่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้
นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า การเคหะฯได้นำรูปแบบ เช่าซื้อมาใช้กับกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยของการเคหะฯมานาน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาลูกค้าที่ไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยอาจจะต้องใช้วิธีการเช่าไประยะเวลาหนึ่งก่อน หลังจากที่มีความพร้อมก็จะปรับไปสู่รูปแบบการซื้อ โดยเข้าไปสู่กระบวนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินปกติ
"ผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยของการเคหะฯบางส่วนจะมีปัญหาในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เราจึงต้องหาวิธีต่างๆมาช่วยแก้ ปัญหา การเช่าซื้อเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหา ซึ่งการเคหะฯก็มีแนวคิดที่จะระดมทุนในรูปแบบกองทุน ด้วยเช่นกัน" นายธัชพลกล่าว