ดิ เออเบิ้ล ชูสไตล์ยูนีคสู้ศึก
Loading

ดิ เออเบิ้ล ชูสไตล์ยูนีคสู้ศึก

วันที่ : 15 พฤษภาคม 2561
ดิ เออเบิ้ล ชูสไตล์ยูนีคสู้ศึก

อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

อสังหาแตกไลน์ธุรกิจ

ดิ เออเบิ้ล เปิดเกมรุกอสังหาฯ เพื่อขาย พร้อมผุดโรงแรม 4 ดาว แบรนด์ยูดันรับรู้ รายได้ปีนี้ 1,900 ล้าน

เปิดเกมรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์กันเต็มสูบไม่ว่าจะเป็นบิ๊กเนมหรือดีเวลอปเปอร์รายกลางและรายเล็กต่างเร่งแนะนำสินค้าเสริมพอร์ต ขณะที่มีหลายผู้ประกอบการแตกไลน์ธุรกิจกระจายความเสี่ยง ดังนั้นจะมีรูปแบบของอสังหาฯ เพื่อขายและอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวกันมากขึ้น

สมภพ วาณิชเสนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ด้วยภาพตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีแรกของปี 2561 คาดจะมีโปรดักต์ในเมืองออกสู่ตลาดไม่มากนัก แต่อาจจะไปเปิดตัวมากในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายได้มีการเลื่อนเปิดโครงการใหม่มาในปีนี้ รวมทั้งบริษัทเองด้วย

ทั้งนี้ เพราะมองว่าทิศทางตลาดมีโอกาสเติบโตดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากมีปัจจัยบวกต่างๆ สนับสนุน ขณะที่การแข่งขันแม้จะรุนแรงแต่บริษัทมุ่งเน้นความเป็นยูนีคซึ่งมีลักษณะเฉพาะหรือแตกต่างจากผู้อื่นในโซนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งจะเน้นการพัฒนาโครงการขนาดจำนวนยูนิตไม่มาก แต่มีดีไซน์และคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ที่สำคัญระดับราคาผู้บริโภคต้องจับต้องได้

สำหรับแผนในปีนี้บริษัทจะเปิด 8 โครงการใหม่ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 6 โครงการ โรงแรม 1 โครงการ และทาวน์โฮม 1 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,400 ล้านบาท

ขณะที่ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ มีการเปิดตัว 3 โครงการ ซึ่งบริษัทได้เปิดขายโครงการแอทติจูด บียู มูลค่าราว 1,000 ล้านบาท ทำเลบนพหลโยธิน เป็น คอนโด 8 ชั้น 3 อาคาร 545 ยูนิต บนที่ดินกว่า 3 ไร่ ขนาดห้องเริ่มต้น 23-34.5 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท เมื่อกลางเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายแล้ว 200 ยูนิต ซึ่งบริษัทเตรียมเปิดเซลแกลเลอรี่กลาง พ.ค.นี้ โดยราคาจะปรับขึ้นเริ่มต้นที่ 1.5-2.4 ล้านบาท สำหรับโครงการดังกล่าวเริ่มก่อสร้างปีนี้และจะแล้วเสร็จปี 2563

ส่วนอีก 2 โครงการเป็นคอนโดแบรนด์แซฟวี่ 2 ทำเล ได้แก่ แซฟวี่อารีย์ 4 มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 189 ตารางวา (ตร.ว.) เป็น คอนโดสูง 8 ชั้น 39 ยูนิต ขนาดห้องเริ่มต้น 34 ตร.ม.ขึ้นไป ราคาเริ่มที่ 4.9 ล้านบาท

อีกโครงการจะอยู่ในทำเลพหลโยธิน 2 มูลค่าโครงการ 380 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 300 ตร.ว. เป็นอาคารสูง 7 ชั้น 66 ยูนิต ขนาดห้องเริ่มต้น 34 ตร.ม.ขึ้นไป ราคาเริ่มที่ 4.5 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการจะเปิดตัวประมาณเดือน มิ.ย.นี้

สมภพ กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 3 เตรียมเปิดโรงแรมทำเลจอมเทียน พัทยา ใกล้โครงการแอราส บีชฟร้อนต์ มูลค่าการลงทุน 350 ล้านบาท เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวแบรนด์ยู ขนาด 64 ห้องพัก อัตราค่าห้องพักประมาณคืนละ 2,000-5,000 บาท โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ คนไทย และนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มเอเชีย ส่วนแผนไตรมาส 4 เตรียมเปิดคอนโดที่

พัทยา มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท พื้นที่โครงการกว่า 4 ไร่ ระดับราคา 7 หมื่นบาท/ตร.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ

"เนื่องจากบริษัทมีความชำนาญและอยู่ในพื้นที่มานาน ทำให้เรากล้าที่จะลงทุนพัฒนาโครงการในพัทยาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี จำนวน 7 โครงการ ซึ่งพบว่าความต้องการด้านที่อยู่ระดับไม่เกิน 2 ล้านบาท ยังไปได้ดีแม้จะมีซัพพลายมากในบางทำเล โดยบริษัทเน้นเรื่องของ โลเกชั่นและพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ในราคาที่กลุ่มเป้าหมายจับต้องได้ สำหรับการลงทุนโรงแรมนั้น เป็นการขยายธุรกิจอีกกลุ่มนอกเหนือจากบริษัทรับบริหารการขายและเช่า เพื่อเป็นการสร้าง รายได้ระยะยาวและกระจายความเสี่ยง"

สมภพ กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการคอนโดในกรุงเทพฯ ทำเลซอยเสนาฯ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเสนานิคมประมาณ 600 เมตร มูลค่า

โครงการ 350 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 299 ตร.ว. ราคาขายประมาณ 2 ล้านบาท หรือเฉลี่ยที่ 8-9 หมื่นบาท/ตร.ม. ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการออกแบบ ขณะเดียวกันก็ได้มีการออกแบบคอนโดทำเลวิภาวดีฯ พื้นที่โครงการ 260 ตร.ว. ราคาขายวางไว้ที่ 2.5 ล้านบาท

อีกทั้งจะเป็นการกลับมาพัฒนาโครงการแนวราบหลังจากไม่ได้มีการพัฒนาในช่วง 7-8 ปี ซึ่งมีแผนพัฒนาทาวน์โฮม คลอง 7 มูลค่าโครงการราว 300 ล้านบาท พื้นที่โครงการกว่า 18 ไร่ ขนาดที่ดินเริ่มต้น 17 ตร.ว. จำนวน 125 ยูนิต ราคาขาย 1.5-1.6 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์พัฒนาโครงการระดับนี้ พบว่ามียอดขายดีปิดการขายและสามารถรับรู้รายได้ได้เร็ว ดังนั้นจึงเป็นเซ็กเมนต์ที่บริษัทจะรุกตลาดในปีนี้

"เป้าหมายในแต่ละปีบริษัทมีแผนพัฒนาประมาณ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 800-1,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากปีที่แล้วยังไม่ได้ข้อสรุปด้านที่ดินในการจะพัฒนาโครงการ จึงได้เลื่อนการเปิดโครงการใหม่มาในปีนี้แทน ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนร่วมทุนกับดีเวลอปเปอร์ขนาดกลางเพื่อพัฒนาโคงการร่วมกัน ซึ่งใน 8 โครงการมี 2 โครงการที่เป็นการร่วมทุน"

สมภพ กล่าวว่า การที่ดีเวลอปเปอร์รายกลางและรายเล็กจับมือกันพัฒนาโครงการ ก็เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อให้บริษัทสามารถมีสินค้ารองรับกลุ่มผู้บริโภคในเซ็กเมนต์ต่างๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันโปรดักต์ก็ต้องมีความ แตกต่างมีลักษณะเฉพาะตน สิ่งเหล่านี้เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดยุค ผู้บริโภคมีอำนาจการเลือกซื้อ

ด้านยอดขายปีนี้ตั้งเป้า 1,700 ล้านบาท และยอดโอนรับรู้รายได้ 1,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดขาย 700 ล้านบาท

 
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ