เตือน!ลงทุนกองอสังหาฯเสี่ยงแนะรายย่อยเช็คข้อมูลให้ดีก่อน
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน ประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นักลงทุนรายย่อยที่ถือกองทุนอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือ ขณะนี้ควรเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติม คือ ข้อมูลการกระจายการถือหุ้นโดย ผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือ Free Float เพื่อประเมินความเสี่ยงตรงนี้มีมากน้อยแค่ไหน เช่น หากมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 50% และมีสถาบัน ประกัน ถือหุ้นร่วมด้วย จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุนรายย่อยสบายใจได้ว่า โอกาสการซื้อคืนของเจ้าของเดิมเหมือนเคสดังกล่าวทำได้ยาก
อย่างไรก็ดี คงต้องพิจารณาเป็นรายกองทุนไป หลังจากกรณีกลุ่มแอสเสท เวิร์ดเดินหน้าซื้อสินทรัพย์จาก 3 กองทุนอสังหาฯ ของบลจ. กรุงไทย (KTAM) นับว่ารูปแบบนี้เป็นกรณีแรกๆ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น และหากเกิดสถานการณ์เดียวกับเคสดังกล่าว สิ่งที่นักลงทุนรายย่อย สามารถทำได้ก็ต้องเข้าไปแสดงความคิดเห็นในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ในลักษณะการถูกบังคับขายขาดทุน
นายกิตติคุณกล่าวว่า โดยข้อสังเกตที่นักลงทุนควรศึกษาทำความเข้าใจต่อไป คือ การซื้อขายกองทุนรวมให้ดูที่ ราคา NAV หรือราคาประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง เพราะอาจจะโดนบังคับขายที่ราคาตลาด หรือราคา Market Price หรือ อาจใช้ราคาที่ผู้ซื้อผู้ขายพอใจร่วมกัน ซึ่งขายต่ำกว่าราคาNAV
นอกจากนี้ กองทุนอสังหาฯ เดิมที่มีอยู่ พบว่า ไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลอย่างแพร่หลาย บทวิเคราะห์การลงทุนของกองทุนอสังหาฯไม่ค่อยจะมีนัก ในขณะที่ช่วง 2-3 ปีมานี้ กองทุนอสังหาฯได้รับความนิยมและส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนรายย่อยที่แสวงหาผลตอบแทนคาดหวังหรือเงินปันผลเป็นหลัก เน้นลงทุนระยะยาวและคาดว่าจะไม่มีการปิดกองทุนเกิดขึ้น แต่เมื่อมีการปิดกองทุน ก็ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ลงทุนของรายย่อยที่ตั้งใจลงทุนไว้ใช้ในยามเกษียณ นักลงทุนรายย่อยควรระวัง
"ปัจจุบันมีกองทุนอสังหาฯ เปิดดำเนินการอยู่ 53 กองทุน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งสิ้น 288,089 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกองทุนอสังหาฯที่มีมานาน 20-30 ปี และยังเหลือระยะเวลาครบกำหนดอายุกองทุนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กองทุนอสังหาฯ กลับมามีความน่าสนใจลงทุนด้วยผลตอบแทนคาดหวังต่อปีที่สูง 6-8%" นายกิตติคุณกล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์