Loading

พีทีเอฟรุกอสังหาเปิดคอนโดเจาะกทม.

วันที่ : 5 พฤศจิกายน 2562
กลุ่มทุนไต้หวันชี้อสังหาริมทรัพย์เมืองไทยแข็ง แกร่งสุดในอาเซียน เล็งหาที่ดินย่านลาดพร้าว หวังเจาะตลาดโลว์ไรส์ พร้อมเปิดตัวเมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์
        กลุ่มทุนไต้หวันชี้อสังหาริมทรัพย์เมืองไทยแข็ง แกร่งสุดในอาเซียน เล็งหาที่ดินย่านลาดพร้าว หวังเจาะตลาดโลว์ไรส์ พร้อมเปิดตัวเมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์
        นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จำกัด ในเครือพีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยยังคงมีโอกาส แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอาจมีการชะลอตัวไปบ้าง แต่จากผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยเฉพาะในส่วนของโครงการดีไฟน์ บาย เมแฟร์ ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% โดยมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีดีมานด์ เพียงแต่ว่าต้องศึกษาเพื่อจับกลุ่มหรือเซ็กเมนต์ที่ถูกต้อง
        ขณะเดียวกันบริษัทยังมอง ว่าตลาดอสังหาทริมทรัพย์ในกรุง เทพฯ ยังมีการเติบโตที่ดีสุดแห่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทจึงมองหาโอกาสการขยายการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง ตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษาทำเลย่านลาดพร้าว เพื่อพัฒนาโครงการที่พักแนวราบ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวสูงหรือคอนโดมิเนียมค่อนข้างชะลอตัว รวมถึงปัจจัยด้านคมนาคมของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเตรียมเปิดให้บริการในอนาคต ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่บริษัทสนใจเข้าไปลงทุนในย่านลาดพร้าว
        พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียม รุกหนักในทำเลแยกดินแดงติดถนน ใหญ่ฝั่งถนนวิภาวดี (ขาออก) ภายใต้ชื่อโครงการเมย์แฟร์ เพลส วิค ทอรี่ โมนูเมนต์ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 1-17.7 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการคอนโด มิเนียมสูง 28 ชั้น จำนวน 194 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอ EIA คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2563 แล้วเสร็จในปี 2565 โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 140,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาเริ่มต้นที่ 129,000 บาทต่อตารางเมตร
        อย่างไรก็ดี โครงการเมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์ เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าระยะยาว เป็นการขายพร้อมการันตีผลตอบแทน (Yield) 5% นาน 2 ปี โดยจากประสบการณ์บริหาร และนำห้องของลูกค้าที่ซื้อไปแล้วมาปล่อยเช่ารวมทุกโครงการกว่า 250 ห้องชุด โดยผลตอบแทนที่ ลูกค้ากลุ่มนักลงทุนได้ หรือได้ Yield อยู่ประมาณ  4-5% ต่อปี โดยทุกโครงการที่เปิดขายมีสัดส่วนการซื้อเพื่อลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30%