Loading

รัฐบาลเร่ง ระเบียงตะวันตก เชื่อมเศรษฐกิจ อีอีซี

วันที่ : 13 พฤศจิกายน 2562
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (กาญจนบุรี ราชบุรี และ สุพรรณบุรี) ที่ จ.กาญจนบุรี วานนี้ (12 พ.ย.) โดยได้มีการหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ในพื้นที่ดังกล่าว
            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (กาญจนบุรี ราชบุรี และ สุพรรณบุรี) ที่ จ.กาญจนบุรี วานนี้ (12 พ.ย.) โดยได้มีการหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ในพื้นที่ดังกล่าว

            สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1  ให้ที่ประชุม ครม.รับทราบเพื่อนำไปเป็นกรอบ ในการพิจารณาโครงการและงบประมาณที่จะ จัดสรรให้กับกลุ่มจังหวัดที่จะเสนอโครงการเข้าสู่การพิจารณา โดยการพัฒนาพื้นที่ กลุ่มจังหวัดนี้ได้วางวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการตลาดสินค้าภาคเกษตร อุตสาหกรรมปลอดภัย และการท่องเที่ยวคุณภาพและสนับสนุน การค้าผ่านแดนในเขตภาคตะวันตก

            นอกจากนี้ สศช.ได้เสนอกรอบการพัฒนาพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 1 ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและเชื่อมต่อกันโดยเฉพาการเชื่อมต่อคมนาคมขนส่งและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อกระจายความเจริญและสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยสนับสนุนให้เปิด ประตูการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว เชื่อมโยง เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย พื้นที่ภาคกลางและ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยดำเนินการ 4 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่

            1.การพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และรถไฟ เชื่อมกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เพื่อ เชื่อมโยงเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ ให้มีส่วนสนับสนุน กิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกันเชื่อมท่าเรือทวาย-แหลมฉบัง-สีหนุวิลล์

            2.เร่งพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ บ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ให้เป็นประตู เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) จาก ท่าเรือทวาย-ท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ไปจนถึงท่าเรือวังเตา ประเทศเวียดนาม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  และสิ่งอำนวยความสะดวกให้เชื่อมต่อกันได้ ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่สมบูรณ์และได้ประโยชน์ร่วมหลายประเทศ 

            3.พัฒนาด่านชายแดนไทย-เมียนมา บ้านพุน้ำร้อน ด่านเจดีย์สามองค์ และด่านสิงขร เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว  กับเมียนมา โดยจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคต พร้อมทั้ง ปรับปรุงและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค จุดบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณจุดผ่านแดน ตลอดจน กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

            4.พัฒนาพื้นที่เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจของภาคกลางตามแนวแกนหลักการเชื่อมโยง เศรษฐกิจพิเศษทวายกับอีอีซี โดยจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภครองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาการค้า การลงทุน และท่องเที่ยวระหว่างไทย-เมียนมา

            ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้าจังหวัด กลุ่มภาคกลางตอนล่าง 1  กล่าวว่า ที่ประชุม รับข้อเสนอของภาคเอกชนในการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตร ด้านการท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเชิงนโยบาย

            โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโครงการกลับไปศึกษารายละเอียด และหารือ กับสำนักงบประมาณ เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ของโครงการต่อไป โดยในส่วนของ โครงสร้างพื้นฐานได้เห็นชอบในหลักการ 10 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 6,224 ล้านบาท  นอกจากนี้ภาคเอกชนได้มีการนำเสนอประเด็นด้านนโยบายให้รัฐบาลพิจารณา 4 ข้อ ได้แก่ 

            1.การปรับรูปแบบเพื่อลดผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในพื้นที่ จ.ราชบุรี โดยข้อเรียกร้อง คือ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดระบบการจราจร ปรับแบบการ ก่อสร้างจุดกลับรถ อุโมงค์ทางลอด และการก่อสร้างทางระบายน้ำ

            2.เสนอให้มีการศึกษาแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่ง และ โลจิสติกส์ เพื่อพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก (ดับเบิลยูเอสซี) โดยหลังจากการเสนอเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปศึกษาเพิ่มเติมให้แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี โดยทำโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพิ่มเติม

            3.การพัฒนาให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการ จัดการประชุมและสัมมนา หรืออุตสาหกรรมไมซ์ โดยเฉพาะจ.กาญจนบุรีที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จาก 5 ล้านคน เป็น 9.3 ล้านคน ภายใน 10 ปี

            4.การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและ สนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี โดยใช้จุดเด่น แต่ละพื้นที่ในการดึงดูดการท่องเที่ยวทั้งทางด้าน ประวัติศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติ และพุทธรรม  "ในภาพรวมเอกชนพอใจการประชุมร่วม กับรัฐบาลในครั้งนี้มาก และอยากให้มีการจัดประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่กลุ่มจังหวัดนี้อีก"

            ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.กาญจนบุรี เห็นชอบปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่กาญจนบุรี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  สำหรับโดยโครงการนี้มีสถานะโครงการการก่อสร้างในปัจจุบันล่าช้ากว่ากำหนด 56% เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการเวนคืนและส่งมอบ ที่ดิน ที่มีการประเมินราคาที่ดินตั้งแต่ ปี 2551-2555 แต่เริ่มก่อสร้างในปี 2558 ทำให้ ราคาค่าประเมินที่ดินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง  มอเตอร์เวย์ และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสเกตต์ ทางหลวงพิเศษศรีรัชฯ เป็นต้น ทำให้ค่าจัดสรร กรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม 5,225 ล้านบาท เป็น 17,452 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12,032 ล้านบาท

            อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มีการอนุมัติ งบประมาณจริงที่จะต้องมีการจ่ายค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์เพิ่มเติม 1,807 ล้านบาท เนื่องจากมีค่า จัดสรรกรรมสิทธิ์เดิมที่มีวงเงินอยู่ 5,225 ล้านบาท และเงินคงเหลือจากการประกวดราคาประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยหลังจากที่ ครม.เห็นชอบแล้ว จะจัดสรรค่าเวนคืนให้กับเจ้าของที่ดิน 2,527 แปลง คาดว่าจะเวนคืนที่ดินแล้วเสร็จภายใน เดือน มี.ค.2563 และก่อสร้างโครงการในส่วน ที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในปี 2566