Loading

ประทีป เก็บหุ้น ศุภาลัย กว่า3ล้าน

วันที่ : 4 ธันวาคม 2562
ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานซื้อหุ้น SPALI รวม 185,000 หุ้น
          ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานซื้อหุ้น SPALI รวม 185,000 หุ้น ที่กรอบราคาหุ้นละ 17.33-17.46 บาท คิดเป็นมูลค่ารายการรวมทั้งหมดกว่า 3.2 ล้านบาท โดยหลังทำรายการส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 521,442,255 หุ้น จากก่อนทำรายการถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 521,257,255 หุ้น

          การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SPALI ในรอบเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 10% จากราคา 18.00 บาท ลดลงมาอยู่ที่ 16.20 บาท โดยราคาสูงสุดที่ 18.40 บาท ต่ำสุดที่ 15.80 บาท ขณะที่เดือนพ.ย. ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.43% จากราคา 15.90 บาท เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.40 บาท โดยราคาสูงสุดที่ 17.90 บาท ต่ำสุดที่ 15.80 บาท

          ด้านบล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า คาดผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 4 ปี 2562 จะออกมาโดดเด่นจากงาน ในมือ (Backlog) ที่จะรับรู้เป็นรายได้ จำนวน 6,700 ล้านบาท ซึ่งมาจากการโอนโครงการ ศุภาลัย Veranda พระราม 9 มูลค่าโครงการ 4,300 ล้านบาท โดยคาดโครงการดังกล่าวมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 40% รวมทั้งการโอนโครงการแนวราบอีก 3,500 ล้านบาท

          นอกจากนี้มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองจาก 3% เหลือ 0.02% จะช่วยเร่งการระบายสต็อกโครงการในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่ทางบริษัทมีอยู่ราว 8,000 ล้านบาท

          ทั้งนี้ บริษัทมีสต็อกโครงการทั้งหมด 15,200 ล้านบาท  ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการรายได้ของบริษัทในปี 2562 และ 2563 ลง 5% ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 9.2% และ 9% เป็น 5,302 ล้านบาท และ 5,700 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากกำลังซื้อคอนโดมิเนียมมีการชะลอตัว รวมทั้งธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

          ขณะที่ ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าหมาย ยอดขายปีนี้เหลือ 3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่คาดทำไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากได้เลื่อนเปิดโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 5 พันล้านบาท ไปเป็นปี 2563 แบ่งเป็น แนวราบ 1 โครงการ และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์พอสมควร

          ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ เนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของ ภาครัฐ อย่างล่าสุดมีโครงการ "บ้านดีมีดาวน์" ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (สต็อก) มูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีระดับราคา 3 ล้านบาท ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจก็น่าจะดีขึ้น รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เริ่มทยอยเสร็จสมบูรณ์