Loading

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯธอส. ชี้ตลาดที่อยู่อาศัยโต5-7% หลังผ่อนปรนเกณฑ์LTV

วันที่ : 14 กุมภาพันธ์ 2563
ศูนย์อสังหาฯ ธอส. ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 63 โต 5-7% หลังผ่อนปรนมาตรการ LTV-อัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมประเมินผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ส่งผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้าชาวจีนลดลง 7,000 ล้านบาท
         ศูนย์อสังหาฯ ธอส. ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 63 โต 5-7% หลังผ่อนปรนมาตรการ LTV-อัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมประเมินผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ส่งผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้าชาวจีนลดลง 7,000 ล้านบาท
        นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (ศขอ.) เปิดเผยว่า ทิศทางการตลาดที่อยู่อาศัยปี 2563 ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะเติบโตประมาณ 5-7% (จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์) จากปัจจัยบวกอัตราดอกเบี้ยต่ำและเป็นขาลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในแง่การผ่อนปรนเกณฑ์ควบคุมสินเชื่อ (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
        อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 ยังมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดลงประมาณ 0.2% เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าชาวจีนอาจจะชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ออกไป เบื้องต้นประเมินลูกค้าจีนจะหายประมาณ 7,000 ล้านบาท จากมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมที่ประมาณ 29,000 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าจีนโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปีของตลาดรวม
        โดยคาดการณ์โอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภททั่วประเทศในปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 372,500-400,660 ยูนิต คิดเป็นลดลงประมาณ 0.2% จากปีก่อน (หากยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ในระดับต่ำสุดที่คาดการณ์ไว้) และเพิ่มขึ้นสูงสุด 7.3% จากปีก่อน (หากยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ในระดับสูงสุดที่คาดการณ์ไว้) ซึ่งจะมีมูลค่าอยู่ที่ 853,100-917,100 ล้านบาท คิดเป็นลดลงประมาณ 2.5% จากปีก่อน (หากยอดมูลค่าอยู่ในระดับต่ำสุดที่คาดการณ์ไว้) และเพิ่มขึ้นสูงสุด 4.8% จากปีก่อน (หากยอดมูลค่าอยู่ในระดับสูงสุดที่คาดการณ์ไว้) สำหรับจำนวนที่อยู่อาศัยที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 114,400-122,600 ยูนิต แบ่งเป็นห้องชุดประมาณ 55% หรือประมาณ 62,900-67,400 ยูนิต ส่วนที่เหลือประมาณ 45% เป็นบ้านจัดสรร
        ขณะเดียวกัน ณ สิ้นปี 2562 มีสินค้าพร้อมขาย (สต๊อก) รวมจำนวน 258,000 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมาตรการต่าง ๆ ยังคงอยู่ในภาวะปัจจุบัน (อัตราดอกเบี้ยต่ำและเป็นขาลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในแง่การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV) จะทำให้ ณ สิ้นปี 2563 จำนวนสต๊อกดังกล่าวจะลดลงเหลืออยู่ที่ระดับ 218,000 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 0.97 ล้านล้านบาท หรือระบายสต๊อกได้ประมาณ 30,000 ยูนิต
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ