Loading

ลุมพินีฯ ชี้ชะลอเปิดคอนโดใหม่ สินค้าคงเหลือเพียบ2.1แสนยูนิต

วันที่ : 19 กุมภาพันธ์ 2563
“ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น” คาดปีนี้ผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ หลังสิ้นปี 62 มีสินค้าคงเหลือที่รอขาย 214,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% ต้องใช้เวลาในการระบายอย่างน้อย 2 ปี
          “ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น” คาดปีนี้ผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ หลังสิ้นปี 62 มีสินค้าคงเหลือที่รอขาย 214,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% ต้องใช้เวลาในการระบายอย่างน้อย 2 ปี

          นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มชะลอแผนการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในปี 2563 เนื่องจากตลาดมีสินค้าคงเหลือที่รอขาย ณ สิ้นปี 2562 อยู่ที่ 214,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10% จากจำนวนสินค้ารอการขาย 195,000 ยูนิตในปี 2561 ซึ่งต้องใช้เวลาในการขายอย่างน้อย 24 เดือน (2 ปี) ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอแผนเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2562

          ทั้งนี้ จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้จำนวนการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมดในปี 2563 จะอยู่ที่ 100,000-110,000 ยูนิต มีมูลค่าประมาณ 420,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมจำนวน 110,500 ยูนิต หรือมีมูลค่ารวม 440,000 ล้านบาท ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2561 ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2563 จะใกล้เคียงกับปี 2562 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 196,000 ยูนิต ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2561

          สำหรับทำเลที่น่าสนใจในการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 ยังคงเป็นทำเลที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะในแนวรถไฟฟ้าสายใหม่และส่วนต่อขยายที่ระดับราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก ใน 3 ทำเลหลัก คือ 1.แนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีบางอ้อ-บางขุนนนท์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่จะเปิดใช้งานในปี 2563 สำหรับคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิต

          2.แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่จะเปิดให้บริการปี 2564 และ 3.สายสีส้มที่จะเปิดให้บริการในปี 2566 ช่วงสถานีฉลองรัช-ลำสาลี-ประดิษฐ์มนูธรรม (ถนนลาดพร้าว-รามคำแหง) สำหรับคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิต และบ้านแฝด-บ้านเดี่ยว ที่ระดับราคา 5-10 ล้านบาทต่อยูนิต และจุดเชื่อมต่อสถานีบางหว้า ถนนกัลปพฤกษ์ สำหรับโครงการบ้านพักอาศัย ระดับราคา 2-5 ล้านบาทต่อยูนิต

          “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกำลังซื้อจากนักลงทุนจากจีน ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิค-19 ทำให้มีกำลังซื้อจากตลาดนี้ลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการที่มียอดขายคอนโดมิเนียมให้กับนักลงทุนชาวจีนตั้งแต่ปี 2561 และจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2563 ไม่น้อยกว่า 14,000 ยูนิต อาจจะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าได้ทั้งหมด” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

          ดังนั้น ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ต้องปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยหันมาพัฒนาโครงการในแนวราบ หรือพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่มีขนาดเล็กลง เพื่อบริหารต้นทุน รวมถึงบริหารสภาพคล่องทางการเงินโดยเร่งขายสินค้าที่รอการขาย และเพิ่มรายได้จากการเช่า เพื่อสร้างความสมดุลให้กับรายได้

          โดยคาดว่าในปี 2563 จะมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 50,000-55,000 ยูนิต หรือประมาณ 110-120 โครงการ เน้นตลาดที่ระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อยูนิต และคาดว่าจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยในแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2563 ประมาณ 50,000-55,000 ยูนิต หรือประมาณ 280-300 เฟสต่อโครงการ ที่ระดับราคาประมาณ 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยประมาณว่าจะมีปริมาณการขายในปี 2563 สำหรับโครงการที่เปิดตัวใหม่ประมาณ 24% ของจำนวนการเปิดขายใหม่ทั้งหมด
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ