Loading

บ้านหลัง2 นอกกรุงส่อพุ่ง รับนิวนอร์มัลหลังโควิค-19

วันที่ : 14 พฤษภาคม 2563
เทอร์ร่า บีเคเค เผยสัญญาณดีมานด์ตลาดบ้านหลังสองส่อพุ่ง หลังจบโควิด-19
           "เทอร์ร่า บีเคเค" เผยสัญญาณดีมานด์ตลาดบ้านหลังสองส่อพุ่ง หลังจบโควิด-19 เหตุ คนชนชั้นกลาง ไวท์ คอลลาร์ สนใจ ซื้อบ้านนอกกรุงรองรับวิกฤติโรคระบาด ชีวิตหลังเกษียณ หลังเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน การทำงานที่บ้านดีขึ้น

          นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือเทอร์ร่า บีเคเค ผู้ให้บริการมาร์เก็ต เพลส และคอนเทนต์อสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า หลังจากจบโควิดแนวโน้มตลาดบ้านหลังที่สองจะเปลี่ยนไป จากเดิมกลุ่มเป้าหมายเป็นมหาเศรษฐี หรือคนรวย เหลือกินเหลือใช้ มาเป็น กลุ่มชนชั้นกลาง (Middle Class) หรือ ไวท์ คอลลาร์

          จากเดิมบ้านหลังที่สองจะ หมายถึงคอนโดมิเนียมในเมือง ที่ใช้พักอาศัยเพื่อสะดวกในการทำงานในเมือง แต่หลังจากที่เกิดโควิด-19 ทำให้คนรู้สึกว่าการมีที่อยู่อาศัยที่เดียวในเมืองอาจจะไม่ปลอดภัย เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา สมัยก่อนคิดว่าไม่เป็นไรสามารถไปพักอาศัยตามโรงแรมได้ แต่จากเหตุการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 โรงแรมต้องปิดให้บริการ ทำให้มุมมอง คนชั้นกลางที่นิยมซื้อคอนโดเปลี่ยนไป โดยมองว่า การมีบ้าน หลังที่สองไม่จำเป็นจะต้องอยู่แค่ภายในจังหวัดเดียวกัน แต่จะเป็นการย้ายข้ามจังหวัดไปยังในจังหวัดที่คิดว่าปลอดภัย

          โดยเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพ ตามแหล่งท่องเที่ยวและเมืองรองที่สามารถเดินทางสะดวก มีสนามบิน รถไฟฟ้าในอนาคต อาทิ พัทยา จ.ชลบุรี หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.นครราชสีมา จ. สระบุรี ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มีกำลังซื้อสูงมาก ในกลุ่มตลาดแนวราบ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวชั้นเดี่ยว เพราะพื้นที่ คอนโดไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการ ซื้อบ้านหลังที่สองสำรองไว้ในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือรองรับการใช้ชีวิต ในอนาคตหลังเกษียณมากขึ้น ขณะที่ตลาดเขาใหญ่ จะเป็นกลุ่มของคนที่มีรายได้สูง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว ราคาแพง

          "จากการเก็บข้อมูลของบริษัท ภาพรวมของตลาดในหัวหิน น่าจะกลับมา จากปีที่ผ่านมาตลาดอื่นตกหมด แต่หัวหินยังเติบโตในแง่ของการโอนกรรมสิทธิ์ แสดงให้ว่ามีกำลังซื้อไปอยู่ที่หัวหินแล้วแต่ปริมาณหลัก 1,000-2,000 ยูนิต ขณะที่พัทยา มียอดขายปีละ 30,000 ยูนิต"

          นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ ทันสมัยในปัจจุบันเป็นตัวผลักดัน ที่สำคัญให้ การทำงานจากที่บ้าน แพร่หลายมากขึ้นในองค์กร รวมถึง มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจากภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้ จำนวนของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านมีการเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติในปัจจุบัน ทำให้ทุกคน ยอมรับการทำงานจากที่บ้าน มากขึ้นและใช้เทคโนโลยีในทำงาน ให้มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการทำงานที่ออฟฟิศคาดว่าเทรนด์ การทำงานดังกล่าวจะเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นแม้หลังการแพร่ระบาดของโควิด
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ