Loading

MKรุกต่อธุรกิจคลังสินค้าฯ-สุขภาพมูลค่ากว่า3,500ลบ.

วันที่ : 28 สิงหาคม 2563
มั่นคง ลงทุน Wellness - ธุรกิจโรงงานและคลังสินค้า
          มั่นคงเคหะการ เดินหน้าตามโรดแมป ระยะ 2 สู่ความแข็งแกร่งด้านรายได้ มั่นใจการลงทุนธุรกิจโรงงานและคลังสินค้า และสุขภาพ หนุนนำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไร ระบุ ต่างชาติเชื่อมั่นในศักยภาพของสาธารณสุขของไทย

          นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) (MK) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาว่า มีความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งผลจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าในปีนี้ สัดส่วนรายได้ของบริษัทระหว่างธุรกิจเพื่อขายและเพื่อการบริการภายในสิ้นปีจะอยู่ที่ 65:35 และคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 สัดส่วนกำไรขั้นต้นจะขยับมาอยู่ที่ 50:50 เพื่อสร้างความยั่งยืน

          "ก้าวต่อไปของมั่นคงเคหะการ จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำที่แน่นอนในระยะยาว ซึ่งเราพยายามจะสร้างเครื่องยนต์ทั้งสี่ตัว ให้มีแรงขับมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนคืนผู้ถือหุ้น การบริหารและดูแลหนี้สิน โดยจากนี้ไป ในแผนระยะ 2 ปี พ.ศ.2565-2569 จะให้น้ำหนักกับธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า และธุรกิจสุขภาพ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งจะมีตัวเลขเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของกำไรขั้นต้น ส่วนของธุรกิจอสังหาฯเพื่อขายนั้น จะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเปิดโครงการ เนื่องจากปัจจุบัน โครงการที่บริษัทดำเนินการอยู่ 12 โครงการ จะมีมูลค่ารองรับการพัฒนาได้กว่าหมื่นล้านบาท"

          สำหรับแผนลงทุนของบริษัทนั้นจากนี้ไป จะมีทั้งการพัฒนา 2 โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ได้แก่ โครงการชวนชื่นทาวน์ รังสิต-คลอง 3, โครง การชวนชื่นพาร์ค ปิ่นเกล้า-กาญจนา มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท

          นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการ บางกอก ฟรีเทรดโซน แห่งที่ 2 และ 3 บนทำเลถนนบางนา-ตราด มูลค่าโครงการ 1,000-2,000 ล้านบาท พื้นที่เช่าประมาณ 100,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ส่วนใหญ่จะกลุ่มธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงนักลงทุนจากญี่ปุ่น โดยทำเลดังกล่าว ดังกล่าว เป็นจุดยุทธศาสตร์ ด้านโลจิสติกส์ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือกรุงเทพฯ ซึ่งโครงการจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการต้นปีหน้า

          ในส่วนของธุรกิจสุขภาพ ทางบริษัทได้จับมือกับสถาบันชั้นนำที่มีความชำนาญทางด้านการแพทย์และด้านบริการเพื่อลงทุนในธุรกิจ Wellness ที่เน้นด้านการดูแลส่งเสริมสุขภาพครบวงจรสำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพทั้งไทยและต่างชาติ ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการเฟสแรกในไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท หรือซึ่งคิดเป็น 30% ของพื้นที่รวมทั้งโครงการ

          "เราคาดว่า จากแผนที่วางรากฐานการปรับและขยายพอร์ตของธุรกิจมาสู่รายได้ที่แน่นอน จะช่วยให้เราเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งอาจจะแตกต่างกับธุรกิจอสังหาฯที่จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในแผนข้างหน้า เราจะมีรายได้ประจำอยู่ที่ 70% อย่างแน่นอน"

          นายวรสิทธิ์ กล่าวว่า ในด้านผลประกอบการปีนี้ เรามั่นใจว่าจะมีกำไรอย่างแน่นอน โดยจะมีส่วนของรายได้ที่สามารถทำได้ทั้งปีที่ 4,000 ล้านบาท (รวมทุกธุรกิจ) รายได้จากการจัดตั้ง กองทรัสต์ เพื่อเข้ามาลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารคลังสินค้าและโรงงานบางส่วนในโครงการบางกอก ฟรีเทรดโซน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาท

          นอกจากนี้ เราจะมีรายการพิเศษซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาที่จะขายที่ดินและอาคารจำนวน 2-3 รายการ มูลค่าประมาณ 1,600-1,700 ล้านบาท ออกไป ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ตัวเลขหนี้สินต่ำทุน (D/E) ลดลง จาก 1.3: 1 เท่า ลงมาอยู่ที่ 1:1 เท่าได้

          "เรายังมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะช่วงเกิดโควิด-19 ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้ต่างประเทศ ได้เชื่อมั่นในเรื่องสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี"
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ