Loading

อสังหาฯ บางนา-แบริ่ง อิ่มตัว อัตราขายชะลอตามเศรษฐกิจ

วันที่ : 14 กันยายน 2563
คอนโด ทำเล บางนา - เเบริ่ง อิ่มตัว
          บริษัทวิจัยแอลพีเอ็น เผยทำเล บางนา แบริ่ง วัดด่าน คอนโด เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว เช่นเดียวกับแนวราบ ทำเลบางบัวทอง รังสิต คลองสาม และนครนายก เหตุอัตราการขายลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจทรุด ขณะภาพรวม อสังหาฯ พบ 36 บริษัทแบกสต็อกสะสม 6 แสนล้านบาท

          นายประพันธ์ศักดิ์  รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นจำกัด (LPN Wisdom)บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ ภายใต้สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว โดยพบว่า อัตราการขายหรืออัตราการดูดซับ(Absorption Rate) เริ่มลดลง ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัย บางทำเลเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว เนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวโครงการ จำนวนมาก เพื่อรองรับการขยายตัว ของโครงการพัฒนาสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าทั้ง 10 สาย

          โดยโครงการที่คอนโดมิเนียม ที่เริ่มมีอัตราการขายลดลงอยู่บริเวณ บางนา แบริ่งและวัดด่าน มีซัพพลายเหลือขายสะสมประมาณ 3,500 ยูนิต มีอัตราการขาย ลดลง จาก 4-5% ลดลงเหลือ 2%

          ขณะที่บ้านแนวราบ เริ่มมีบางทำเลอิ่มตัว ได้แก่ บางบัวทอง อัตราการขายเคยอยู่ที่ 10% ลดลงเหลือ 2% ขณะที่รังสิต คลองสาม และนครนายก มีอัตราการขาย ลดลง จากเคยสูง 12% ลดลงเหลือ 2% หน่วยเหลือขายประมาณ1หมื่นยูนิต

          "ใน 5-6 ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวโครงการจำนวนมากใน 3 ทำเล เพื่อรองรับ ความต้องการหลังจากเกิดการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าไปถึงบริเวณดังกล่าว จึงทำให้นักพัฒนาอสังหาฯ เข้าไปซื้อที่ดินย่านชานเมืองเก็บไว้ล่วงหน้า และเปิดตัวโครงการเพื่อดักโอกาส แต่เมื่อตลาดอสังหาฯเข้าสู่ภาวะขาลง จึงทำให้มีซัพพลายค้างอยู่ในตลาดสูงขึ้น เพราะอัตราการซื้อเริ่มลดลง"

          ผลสำรวจภาพรวมอสังหาฯ ยังระบุว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯทั้ง 36 บริษัท มีสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา(สต็อกสะสม) ในช่วงครึ่งปีแรก มีมูลค่าสูงถึง 601,441 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% ของสินค้าคงเหลือในตลาด คาดว่าต้องใช้เวลาระบาย 30-50 เดือน (หรือประมาณ 3-4 ปี )  การแบกสต็อกส่งผลทำให้รายได้ รวม 36 บริษัทอสังหาฯ ครึ่งแรกของปี มีมูลค่า 143,202 ล้านบาท ลดลง 19.27% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรรวมกันอยู่ที่ 10,714 ล้านบาท ลดลง 55.11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยทั้งตลาดมีความสามารถทำกำไร ลดลง7.48%

          ทีมวิจัยยังเผยถึงข้อมูลของ บริษัทอสังหาฯ ที่มีสต็อกสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย1.บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท มีสต็อกสะสม  74,007 ล้านบาท 2.บมจ.แสนสิริ มีสต็อกสะสม 64,100 ล้านบาท และ 3.บมจ.ศุภาลัย สต็อกสะสม 58,886 ล้านบาท
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ